รุ่งเช้าวันต่อมา แสงอรุณเพิ่งเริ่มจับขอบฟ้า ถนนดินในกองผลิตริมแม่น้ำยังชุ่มไปด้วยน้ำค้างยามค่ำคืน ดินฝุ่นเปียกชื้น จึงไม่มีฝุ่นฟุ้งขึ้นมา
เสียงกระดิ่งจักรยานดังกรุ๊งกริ๊งแหวกความเงียบยามเช้า หัวหน้าสถานีตำรวจประจำตำบล หลี่หวย ปั่นจักรยานคานสูงรุ่นเก่าคันหนึ่ง บนแฮนด์มีถุงสะพายสีเขียวทหารที่สีถลอกจนซีดขาว เขาปั่นฝ่าน้ำค้างมาตลอดทางจนถึงที่ทำการกองผลิต
โจวเหล่าเกินกำลังนั่งยอง ๆ อยู่ในลานบ้าน บิดเชือกฟางอยู่ พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่หวย เขารีบปัดเศษฟางออกจากมือแล้วเดินเข้าไปต้อนรับ “หัวหน้าหลี่ มาทำอะไรแต่เช้าตรู่ครับ?”
หลี่หวยใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้นจอดจักรยาน ก่อนจะล้วงซองกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากถุงสะพาย แล้วยื่นให้โจวเหล่าเกินตรง ๆ
ซองนั้นแข็งปั้กเพราะข้างในเต็มไปด้วยธนบัตรใหม่เอี่ยม เขาพูดเสียงเข้มว่า “นี่เป็นเงินรางวัลที่ตำบลอนุมัติให้ รวมทั้งหมด 100 หยวน เป็นรางวัลที่กองผลิตของพวกคุณร่วมมือจับแก๊งค้ามนุษย์คราวก่อน
กองผลิตจะจัดสรรเงินยังไงก็แล้วแต่ แต่มีข้อหนึ่ง ห้ามทำให้บ้านซูเจี้ยนเย่เสียเปรียบเด็ดขาด เรื่องนี้จะสำเร็จได้ก็เพราะพวกเขามีความดีความชอบเป็นอันดับแรก”
ปลายนิ้วที่โจวเหล่าเกินใช้จับซองเงินเริ่มเกร็งขึ้นเล็กน้อย เงิน 100 หยวนในปี 1973 มีค่าเท่ากับค่าแรงคนงานทั่วไปสามเดือน นับเป็นเงินก้อนโตอย่างแท้จริง
เขารีบพยักหน้า “วางใจได้ครับหัวหน้าหลี่ ผมรู้ว่าควรทำยังไง ผมตั้งใจจะให้บ้านเจี้ยนเย่ 50 หยวน ส่วนอีก 50 หยวนจะเก็บไว้ให้กองผลิตซื้อเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ยตอนเริ่มฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พอดีปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี เสบียงในบ้านก็ร่อยหรอไปมาก”
“ได้ ขอแค่ส่งเงินถึงมือคนที่ควรได้ งานที่ผมมาครั้งนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น”
หลี่หวยคร่อมจักรยานอีกครั้ง เหยียบแป้นถีบแล้วพูดว่า “ในกองผลิตมีธุระเยอะ ผมไม่เข้าไปนั่งแล้ว ยังต้องไปอีกกองผลิตหนึ่ง”
“ครับ เชิญตามสบาย ระวังทางด้วยนะครับ!” โจวเหล่าเกินโบกมือมองส่งจนเสียงกระดิ่งจักรยานห่างออกไป จากนั้นจึงก้มลงบีบซองเงินในมืออีกครั้ง ก่อนหันหน้าไปทางบ้านตระกูลซู
ในลานบ้านตระกูลซู ซูเจี้ยนเย่กำลังผ่าฟืน
