เช้าวันต่อมา ฟ้ายังสางไม่เต็มที่ ซูเจี้ยนเย่ก็ยัดหมั่นโถวเย็นชืดสองลูกใส่กระเป๋า แล้วออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเขาเดินมาถึงระเบียงอิฐเขียวของสถานีอนามัยส่วนกลาง ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นหลังคา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยออกมาปะปนกับกลิ่นขมของสมุนไพร
เขากำลังคิดว่าจะถามหมอที่ตรวจคนไข้อย่างไรเรื่องรับซื้อโสมดี จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายสองคนคุยกันเบา ๆ จากตรงหัวมุม น้ำเสียงร้อนรนจนแทบปิดไม่มิด
“พี่ใหญ่ นี่ก็สามวันแล้ว ที่ไหนพอถามได้เราก็ถามหมดแล้ว ยังหาโสมที่ใช้ได้ไม่เจออีกเหรอครับ” เสียงชายหนุ่มสั่นเครือ
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ถอนหายใจหนัก ๆ มวนบุหรี่ในมือถูกบีบจนเสียรูป “หาได้มาหลายต้น แต่เป็นโสมอ่อนอายุไม่ถึงยี่สิบปีทั้งนั้น สรรพคุณยังไม่แรงพอจะพยุงพ่อเราไว้ หมอบอกแล้วว่าต้องเป็นโสมป่าเก่าแก่ที่อายุเกินยี่สิบปีเท่านั้นถึงจะช่วยยื้อชีวิตได้”
“งั้นผมจะพาคนเข้าไปบนเขาด้านหลังอีกสองคน เดินเข้าไปลึกหน่อย ยังไงก็ต้องเจอสักต้น!” ชายหนุ่มพูดพลางทำท่าจะออกไป
“หยุด!” ชายคนนั้นตวาดห้าม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอน
“นายไม่รู้เหรอว่าหลังเขากว้างแค่ไหน? กว่าจะเดินสุ่มไปเจอโสม พ่อเราก็คงไม่ไหวแล้ว! เรารอไม่ไหว เขาเองก็รอไม่ไหวเหมือนกัน!”
“แล้วจะทำยังไงล่ะครับ?”
เสียงชายหนุ่มเจือสะอื้นขึ้นมาทันที “จะให้ยืนดูพ่อจากไปต่อหน้าต่อตาเหรอครับ? พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน ถ้าพ่อไม่อยู่ บ้านนี้ก็พังแน่!”
ชายคนนั้นเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่กดต่ำจนสุด “ฉันให้คนไปประกาศแล้วว่าจะเพิ่มราคา รับซื้อโสมป่าที่อายุเกินยี่สิบปี ไม่ว่าจะราคาเท่าไรก็รับซื้อ ภายในสามวันนี้ถ้ายังหาไม่ได้อีก...ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตาแล้ว”
คำพูดทั้งหมดลอดเข้าหูซูเจี้ยนเย่ เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก ดวงตาพลันเป็นประกาย
เขากำมือแน่น เช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือ แล้วตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้าวเข้าไปหา
