“ว้าว! มีสมบัติจริง ๆ ด้วย!” หยาหยากระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น “เรื่องที่คุณปู่เสิ่นเล่าเป็นเรื่องจริงด้วย!”
เธอย่อตัวลงอย่างอดใจรอไม่ไหว แล้วยื่นมือไปแก้เชือกที่มัดห่อผ้าไว้ ซูจิ่งเฉินกับซูจิ่งหยางเองก็ขยับเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อแก้เชือกออก ผ้าที่ห่ออยู่ก็คลี่ออก เผยสีทองอร่ามสะท้อนแสงจนทั้งสามคนตาพร่าไปชั่วขณะ
ในห่อผ้ามีแท่งยาวเรียงเป็นระเบียบอยู่สิบกว่าชิ้น สีเหลืองอร่าม แวววาวเป็นประกายทองท่ามกลางแสงแดด
หยาหยาเอียงศีรษะน้อย ๆ แล้วยื่นนิ้วไปจิ้ม ก่อนถามอย่างสงสัยว่า “พี่ใหญ่ นี่อะไรเหรอ? สีเหลือง ๆ กินได้ไหม?”
ซูจิ่งเฉินกับซูจิ่งหยางยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ครู่ใหญ่ก็ยังพูดอะไรไม่ออก
ซูจิ่งเฉินขยี้ตาแรง ๆ แล้วหยิกต้นขาตัวเองทีหนึ่ง เพื่อยืนยันว่าไม่ได้กำลังฝันไป
เขายื่นมือที่สั่นเทาหยิบแท่งหนึ่งขึ้นมา มันหนักอึ้งและเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส
“นี่มัน...ทองคำ...” เสียงของซูจิ่งเฉินสั่นเครือ ก่อนเขาจะอดโห่ร้องเบา ๆ ไม่ได้ “พระเจ้าช่วย! ทองแท่ง! ครอบครัวเรารวยแล้ว!”
“ทองคำเหรอ?” หยาหยากะพริบตาปริบ ๆ สีหน้าผิดหวังอยู่บ้าง “กินไม่ได้เหรอ? งั้นหยาหยาไม่ชอบแล้ว”
“เด็กโง่” ซูจิ่งเฉินยิ้มพลางลูบผมเธอ “นี่เป็นของดี มีค่ามากนะ เอาไปซื้อของอร่อยได้ตั้งเยอะแยะ แล้วยังซื้อเสื้อผ้าใหม่กับขนมได้ด้วย”
“จริงเหรอ?” ดวงตาหยาหยาพลันเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง “งั้นหยาหยาชอบแล้ว!”
ซูจิ่งเฉินตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขามองไปรอบ ๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “แย่แล้ว รู้อย่างนี้น่าจะเอาตะกร้ามาด้วย จิ่งหยาง เราแบ่งทองแท่งพวกนี้กัน ใส่กระเป๋าไว้ก่อน
