หลายวันต่อมา ซูเจี้ยนเย่กับหลินหว่านจือต่างก็อยู่ไม่เป็นสุข
ทั้งคู่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวในกองผลิตทุกวัน กลัวว่าจะได้ยินข่าวร้ายอะไรเข้า
โชคดีที่ผ่านไปหลายวันก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
แต่บ้านเก่าตระกูลซูกลับคึกคักเป็นพิเศษในช่วงหลายวันนี้
หลิวกุ้ยหลานแอบเอาทองแท่งที่เก็บได้ไปขายในตลาดมืด แลกเงินก้อนโตมาได้ คราวนี้เธอปลื้มใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ เดินเชิดหน้าชูคอไปทั่ว
เธอไปซื้อผ้าใหม่มาหลายหลา ตัดเสื้อผ้าใหม่ให้ซูโส่วซานกับตัวเองคนละชุด จากนั้นก็ไปซื้อเนื้อซื้อปลาที่สหกรณ์ขายของแทบทุกวัน บ้านจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อทุกมื้อ
ครอบครัวของซูเจี้ยนหมินกับซูเจี้ยนกั๋วพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย แต่ละคนกินจนหน้ามันเป็นเงา
หลิวกุ้ยหลานเจอใครก็เล่าว่าตัวเองโชคดี บรรพบุรุษคงทำบุญไว้มาก ถึงได้เก็บของล้ำค่าได้
เธอกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าบ้านตัวเองร่ำรวยขึ้น ถึงกับพูดเสียงดังลั่นกว่าปกติหลายเท่า
แต่เธอไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งแอบจับจ้องเธออยู่เงียบ ๆ
คืนนั้นมืดสนิท ลมแรง
เงาดำสี่ร่างอาศัยความมืด ลอบปีนกำแพงเข้ามาในลานบ้านเก่าตระกูลซูอย่างไร้สุ้มเสียง
คนที่นำหน้าคือเฉินเหล่าหู่ ด้านหลังมีเฉินโหวจื่อ หลี่เอ้อร์ และเหอซานตามมาด้วย
“โหวจื่อ ที่นี่ใช่ไหม” เฉินเหล่าหู่ถามเสียงเบา
“ใช่แล้ว พี่ใหญ่”
เฉินโหวจื่อพยักหน้า “ผมสืบมาแน่ชัดแล้ว เป็นยายแก่คนนี้แหละที่เอาทองแท่งไปขายในตลาดมืดเมื่อสองสามวันก่อน ดูท่าทางวางก้ามของเธอสิ ต้องเป็นคนเอาทองของเราไปแน่”