“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เห็นก็คือไม่เห็น!” หวังซิ่วเหลียนเชิดคอเถียงเสียงดัง
ซูเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วเดินเข้ามา พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ชุนนี เลิกโวยวายได้แล้ว เงินเท่าไรก็บอกมา พ่อจะชดใช้ให้”
ซูชุนนีไม่แม้แต่จะมองเขา สายตายังคงจับจ้องหวังซิ่วเหลียนแน่วแน่ “ฉันไม่เรียกร้องจากแกมากหรอก คืนมาแค่ครึ่งเดียวก็พอ”
หัวใจหวังซิ่วเหลียนกระตุกวูบ เงินก้อนนั้นเธอแอบเอากลับไปบ้านเดิมตั้งนานแล้ว เอาไปเป็นสินสอดให้น้องชายแต่งเมีย
เธอคิดว่าซูชุนนีคงต้องอยู่ข้างในอย่างน้อยครึ่งปี พอออกมาเรื่องนี้ก็คงผ่านไปนานแล้ว ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะได้ออกมาก่อนกำหนด แถมยังแข็งกร้าวขนาดนี้
เธอกัดฟัน ฝืนทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อ “ฉันไม่เห็นเงินจริง ๆ อย่ามาใส่ร้ายคนดีอย่างฉัน”
“คนดีอย่างนั้นเหรอ?” จู่ ๆ ซูชุนนีก็ขึ้นเสียง แทบจะตะโกนออกมา “126 หยวน 3 เหมา! สมบัติทั้งหมดที่ฉันมี! แกคิดจะฮุบไว้คนเดียวเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
พอได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงซูเจี้ยนกั๋วจะตกใจจนแทบถลน แม้แต่ชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ข้างนอกก็พากันสูดปากด้วยความตะลึง
“เท่าไรนะ? 126 หยวน?” เสียงซูเจี้ยนกั๋วสั่นเครือ เขาคว้าแขนซูชุนนีไว้ทันที “พูดอีกทีสิ! แกไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน?”
“ฉันได้เงินมายังไงไม่เกี่ยวกับพ่อ! ยังไงนั่นก็เป็นเงินของฉัน!”
ซูชุนนีสะบัดมือเขาออก สายตายังคงจ้องหวังซิ่วเหลียน “นอกจากแกแล้ว ไม่มีใครรู้ที่นั่น!”
“ฉันไม่รู้! ไม่รู้จริง ๆ!” หวังซิ่วเหลียนส่ายหน้าจนแทบไม่ต่างจากกลองป๋องแป๋ง แต่มือกลับกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว
จังหวะนั้นเอง หลิวกุ้ยหลานก็ถือไม้เท้าวิ่งพรวดออกมาจากในบ้าน ดวงตาแดงก่ำจ้องหวังซิ่วเหลียน ก่อนด่าลั่นเสียงแหลม
