หลินหว่านจือรีบโบกมือ “คุณลุง ของพวกนี้มีค่ามากเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้จริง ๆ วันนั้นก็แค่ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ใครเห็นเข้าก็คงช่วยเหมือนกันค่ะ”
“เฮ้อ พูดแบบนั้นไม่ได้หรอก” เจียงเว่ยกั๋วโบกมือ น้ำเสียงหนักแน่นจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“ลูกชายฉันเป็นหัวหน้าสหกรณ์สินค้าอุปโภคบริโภคประจำอำเภอ ของพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาหรอก ถ้าเธอไม่รับ ก็เท่ากับเห็นว่าของตอบแทนจากตาแก่อย่างฉันมันน้อยเกินไป ดูถูกชีวิตของฉันน่ะสิ”
เจียงซวี่เซิงช่วยเกลี้ยกล่อมด้วย “น้องสาว รับไว้เถอะ เมื่อเทียบกับชีวิตพ่อแล้ว ของแค่นี้ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย อีกอย่าง วันหน้าบางทีพวกเราอาจต้องรบกวนเธออีกก็ได้”
พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว หากยังปฏิเสธต่อก็คงดูเสแสร้งเกินไป หลินหว่านจือจึงพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ ฉันรับของไว้แล้ว เจี้ยนเย่ มาช่วยยกของเข้าไปหน่อยค่ะ เชิญทั้งสองคนเข้าบ้านก่อน ดื่มน้ำร้อนให้ร่างกายอุ่นขึ้นนะคะ”
“ได้” เจียงเว่ยกั๋วไม่เกรงใจ เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินตามเข้าไปในบ้าน
ในห้องเพิ่งก่อไฟอุ่นเตียงเตาไว้ จึงอบอุ่นกำลังดี
หลินหว่านจือรินชาร้อนให้ทั้งสามคนคนละถ้วย เจียงซวี่เซิงประคองถ้วยชาไว้พลางกวาดตามองกองขี้กบกับตู้เสื้อผ้าที่ยังทำไม่เสร็จในลานบ้าน
จากนั้นเขาก็มองไปยังซูเจี้ยนเย่ที่กำลังขนของ แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “เฟอร์นิเจอร์พวกนี้คุณทำเองเหรอ? ทำงานไม้เป็นด้วยหรือ?”
ซูเจี้ยนเย่วางของในมือลง แล้วยิ้มซื่อ ๆ “ครับ ตอนหนุ่ม ๆ เคยเรียนกับช่างไม้ที่เดินทางไปทั่วอยู่หลายปี ก็พอรู้แค่งู ๆ ปลา ๆ ครับ”
“ไม่ใช่แค่งู ๆ ปลา ๆ หรอกค่ะ” หลินหว่านจือช่วยเสริม “โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า หีบในบ้าน ล้วนเป็นฝีมือเขาคนเดียวทั้งนั้น แข็งแรงกว่าของที่สหกรณ์ขายตั้งเยอะค่ะ”
