# บทที่ 7 ในที่สุดก็เป็นคน
ความมุ่งมั่นของไอ้เด็กขนดิบกลับทำให้ช่างมีดสวีโถวประเมินต่ำไป คนกลุ่มหนึ่งรีบช่วยกันประคองเสี่ยวเหล่าหู่ขึ้นมา จากนั้นก็รีบช่วยกันห้ามเลือด พวกเขาไม่หวังให้เสี่ยวเหล่าหู่ตายอยู่ที่นี่ ถึงจะตายก็ต้องไปตายข้างนอก เปิดประตูทำการค้า ใครจะอยากให้มีคนตายในร้าน กว่าช่างมีดสวีโถวกับพวกจะจัดแจงเสี่ยวเหล่าหู่เรียบร้อย เสี่ยวเหล่าหู่ก็เจ็บจนสลบไปแล้ว ช่างมีดหลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหตุการณ์แบบนี้พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ช่างมีดสวีโถวเห็นทุกคนมองมาที่ตัวเอง ก็ถอนหายใจเบาๆ “ช่วยคนห้ามเลือดก่อนเถอะ รอเด็กนี่ฟื้นเมื่อไหร่ให้รีบส่งตัวออกไป!” “ได้!” สวีเหล่าซานมองพี่ชายตัวเองที่ยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขารู้ดีว่า ถ้าพี่ใหญ่ทำแบบนี้แสดงว่าในใจไม่สบายใจแล้ว แสดงว่ามีเรื่องหนักใจแล้ว! “ท่านพี่ เป็นเพราะเด็กนี่หรือเปล่าถึงไม่สบายใจ?” ช่างมีดสวีโถวส่ายหน้า มองน้องชายแท้ๆ ของตัวเองแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้เก็บข้าวของกลับไท่หยวนฟู่กันเถอะ ตาฉันกระตุกตลอดเวลา ฉันรู้สึกว่าไม่ดี!” “ข้าไม่อยากกลับไปทำนา!” เห็นพี่ใหญ่หุบปากไม่พูด สวีเหล่าซานก็ร้อนใจ “ท่านพี่ อยู่ดีๆ ก็ต้องมีเหตุผลบ้างสิ! พวกเราไม่กี่คนถึงต้องเฉลี่ยกันออกเงินหกตำลึง ถึงสุดท้ายจะเหลือถึงมือไม่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็มีหน้ามีตา แล้วก็ไม่อดอยาก อยู่ดีๆ จะไปทำไมกันเล่า!” ช่างมีดสวีโถวหันไปมองเสี่ยวเหล่าหู่บนเตียงไม้ไผ่ นึกถึงแววตาเหมือนผีทวงชีวิตของเสี่ยวเหล่าหู่ที่เห็นตอนเข้าประตู ก็อดสูดหายใจลึกไม่ได้ คนแบบนี้เขาไม่เคยพบเจอ แต่เขารู้ว่า คนแบบนี้ถ้าได้เข้าวังเมื่อไหร่ ถ้ามีอำนาจในมือเมื่อไหร่ เหตุของวันนี้ ก็คือผลในวันหน้า คนเราย่อมเปลี่ยนไป ในใจคนล้วนมีจิตใจที่ชั่วร้าย เด็กคนนี้ต้องกลับมาแน่ และต้องได้ดีมีหน้ามีตาแน่ “ฟังฉัน พรุ่งนี้ก็ไป อย่ามาที่ปักกิ่งอีก ให้ไปทำนาอยู่ที่ไท่หยวนฟู่ เชื่อฉัน ฉันเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้า ฉันไม่มีทางทำร้ายเจ้า!” สวีเหล่าซานมองพี่ชายตัวเอง แล้วพยักหน้าเบาๆ บัณฑิตหวังมองอวี๋ลิ่งที่ตั้งใจฝึกเขียนอักษรแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ เขาดูออกว่าเด็กคนนี้ไม่มีพื้นฐาน แต่ความเข้าใจสูงมาก หัวข้อสำคัญที่สอนก็เข้าใจทั้งหมด ความเข้าใจของอวี๋ลิ่งต้องสูงอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าแสดงออกมากเกินไปจะถูกคนจับเผา อวี๋ลิ่งก็เตรียมจะพาคนกลุ่มหนึ่งไปหาที่เกาะกลางทะเลใช้ชีวิตหลบภัยแล้ว ถ้าประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรพลิกผัน ต่อไปก็จะมีแต่การก่อกบฏทั้งนั้น ไม่สิ ต้องเรียกว่าการลุกฮือ แผ่นดินต้าหมิงตอนนี้เน่าเฟะถึงกระดูก ราษฎรต่างอยู่ไม่รอดกันแล้ว แค่ในอำเภอเดียว ครึ่งหนึ่งของที่ดินอยู่ในมือขุนนาง ราษฎรจะเอาอะไรอยู่ เป็นขอทานอยู่ในเมืองหลวง ชีวิตยิ่งกว่าหมูหมาสุนัขเสียอีก พอพวกกบฏมาถึง พวกหางหมูทางเหนือมาถึง วันคืนแบบนั้นก็คงเป็นนรกสิบแปดขุม “ที่เจ้าหนูนี่พูดว่า มีการสอนโดยไม่แบ่งชนชั้น ใครสอนเจ้ามา?” อวี๋ลิ่งไม่ทันคิด ตอบทันทีว่า “คนเล่านิทานในโรงน้ำชาเล่าให้ฟัง!” “แล้วการรู้หนังสือใครสอนเจ้า?” “ขอทานบ้าคนหนึ่งสอนกระผม เขาแก่แล้วขยับตัวไม่ได้ กระผมไปขอทานได้มาก็แบ่งให้เขาไปหนึ่งคำ เขาก็สอนกระผมให้รู้หนังสือ บางวันก็สอนสิบกว่าตัว บางวันก็ไม่กี่ตัว!” บัณฑิตหวังพยักหน้า ในเมืองหลวงมีคนทุกประเภท คนที่สอบขุนนางไม่ติดแล้วเป็นบ้านั่นก็มีมากมาย อย่าว่าแต่ขอทานเลย แม้แต่ไอ้หน้าทวารในซ่องโคมเขียวตอนนี้ก็รู้หนังสือไม่น้อย “แล้วขอทานคนนั้นล่ะ?” “เดือนหนึ่งปีนี้ตอนหิมะตกก็หลับไป แล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย!” เรื่องนี้อวี๋ลิ่งไม่ได้โกหก ตอนหิมะตกเดือนหนึ่งมีขอทานแก่คนหนึ่งตายเพราะความหนาวจริงๆ ส่วนขอทานคนนี้จะรู้หนังสือหรือเปล่าไม่สำคัญ ตอนนี้แค่มีตัวตนคนๆ นี้ก็พอแล้ว! แบบนี้ เรื่องที่ตัวเองรู้หนังสือก็อธิบายได้สมเหตุสมผล! “ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นเด็กขอทานใช่ไหม!” อวี๋ลิ่งก้มหัวลง เขาไม่อยากตอบคำถามนี้ พอคิดถึงคำถามนี้เขาก็คิดถึงตอนที่ตัวเองเหมือนหมาบ้าต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแย่งอาหาร บัณฑิตหวังเห็นอวี๋ลิ่งไม่พูด ก็ค่อยๆ ระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมา ชีวิตขอทานในเมืองหลวงเป็นยังไงเขารู้แจ้งแก่ใจดี คนว่างงานโยนซาลาเปาออกมา… ตั้งแต่คนแก่ผมหงอก ไปจนถึงเด็กสี่ห้าขวบ แย่งกันเหมือนหมาบ้า เด็กเล็กก็ร้องไห้ ตัวโตก็ตะโกน ใครมีแรงก็เหวี่ยงหมัดซัด! ก็แค่ซาลาเปาลูกเดียว! บัณฑิตหวังรู้ว่านั่นคือชีวิตแบบไหน เขาเอื้อมมือเข้าไปในอก ล้วงเงินออกมาห้าเหรียญวางไว้ตรงหน้าอวี๋ลิ่ง พยายามทำเป็นเรียบๆ แล้วพูดว่า “วันนี้ทำตัวดี เอาไปซื้อของที่เจ้าไม่เคยกิน!” “ต่อไปถ้ากระผมมีเงิน กระผมจะให้ทองก้อนใหญ่สามก้อนแก่ท่าน!” บัณฑิตหวังได้ยินก็หัวเราะเสียงดังลั่นทันที “ไอ้หนูเอ๋ย เจ้าตอบแทนไม่ไหวหรอก!” “กระผมตอบแทนไหว!” บัณฑิตหวังมองอวี๋ลิ่งแล้วพูดว่า “หลายวันนี้ท่านเศรษฐีอวี๋ไม่ค่อยอยู่บ้าน ยุ่งวุ่นวายกับการทำทะเบียนบ้านให้เจ้า เจ้าคิดว่าทะเบียนบ้านเป็นเรื่องง่าย เจ้าคิดว่าคนในกรมการเป็นขุนนางดีที่ทำเพื่อราษฎร?” บัณฑิตหวังเหมือนเปิดกล่องคำพูด หยุดไม่ได้เสียทีเดียว ในสายตาของอวี๋ลิ่ง ตอนนี้บัณฑิตหวังก็เหมือนวัยรุ่นหัวรุนแรง กำลังชี้แนะเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน น้ำลายกระเซ็น ต่อมน้ำลายแตกฟอง! จากปากของเขาอวี๋ลิ่งได้รู้ว่า จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน “ไม่สนพระทัยเรื่องใด” ไม่ทรงใส่พระทัยกิจการบ้านเมือง นั่นก็คือไม่ทรงจัดการอะไรเลย แถมยังทรงเรียกพระองค์เองว่า “ชำระจิตสงบ”! ขุนนางเข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ได้ ฎีกาที่ส่งขึ้นไปก็กองพะเนินวันแล้ววันเล่า ฮ่องเต้ยังไม่ทรงจัดการ ส่งสัญญาณท่าทีแบบนี้ แล้วขุนนางข้างล่างจะยังดีได้ยังไง? ตอนนี้ฮ่องเต้ทุกคืนต้องดื่มเหล้า ทุกครั้งที่ดื่มต้องเมา เมาแล้วต้องมีโทสะ ทุกครั้งที่กริ้ว ถ้านายในพูดอะไรไม่ถูกหู ก็สั่งโบยตายทันที! แถมจักรพรรดิว่านลี่จูอี้จวินยังทรงเห็นว่า น้อยขุนนางไปหนึ่งคนก็ประหยัดเบี้ยหวัดไปหนึ่งก้อน บัณฑิตหวังเชื่อว่าตัวเองสอบจวี่เหรินไม่ผ่านก็เพราะฮ่องเต้ไม่อยากเพิ่มขุนนางนี่แหละ ... ในที่สุดบัณฑิตหวังก็ระบายความอัดอั้นในใจจนหมด เห็นอวี๋ลิ่ง “ทำหน้างุนงง” เขาก็หัวเราะเยาะตัวเอง จะพูดเรื่องพวกนี้กับเด็กทำไม? นี่ไม่ใช่สีซอให้ควายฟังหรือ? แต่คำพูดพวกนี้เขาก็พูดกับเด็กได้เท่านั้น ถ้าออกไปพูดข้างนอก ก็อาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติ แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องพวกนี้อวี๋ลิ่งไม่เพียงแต่ฟังเข้าใจ ยังฟังอย่างออกรสออกชาติ นี่มันสนุกกว่าเรื่องเล่านิทานอีก! “ไอ้หนู กลับมาที่เรื่องเดิม เบื้องบนยังเป็นแบบนี้ เจ้าคิดว่าเบื้องล่างจะดีแค่ไหน กรมการรู้ดีว่าเจ้าต้องขอให้ทำเรื่อง พวกมันยังไม่อิ่ม จะทำเรื่องให้เจ้า?” อวี๋ลิ่งนิ่งอึ้งไป เขารู้ว่ากรมการคงคุยยาก แต่ไม่คิดว่าจะคุยยากถึงขั้นนี้ เลี้ยงพวกมันให้อิ่ม ก็ต้องใช้เงินเท่าไหร่? “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่กระผมตอบแทนห้าเหรียญนี่ไม่ไหว?” บัณฑิตหวังหยิบไม้เรียวขึ้นมาเคาะหัวอวี๋ลิ่งเล็กน้อย อย่างภาคภูมิใจ “ข้าเป็นซิ่วฉายตัวจริง ทะเบียนบ้านของเจ้า ข้าเป็นคนค้ำประกันให้ การค้ำประกันของข้า ก็ดีกว่าคนอื่นใช้ นายอำเภอจึงจะเห็นแก่หน้าข้า ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ไม่ต้องใช้เงินมาก ไอ้หนูเจ้าเข้าใจหรือยัง! นับจากนี้ไป เจ้าจากเด็กขอทาน ไพร่ต่ำต้อย กลายเป็นราษฎรต้าหมิงตัวจริง การถอนทะเบียนนี้เปรียบได้กับบุญคุณให้ชีวิตใหม่ เจ้าว่าเจ้าตอบแทนไหวหรือ?” อวี๋ลิ่งเข้าใจที่มาที่ไป ยืดตัวตรง หันไปทางบัณฑิตหวัง คำนับอย่างจริงจัง “พระคุณของท่านอาจารย์ อวี๋ลิ่งไม่มีทางตอบแทนคืนได้ วันหน้าหากมีสิ่งใดให้ใช้สอย ท่านอาจารย์เพียงแค่เอ่ยปาก!” บัณฑิตหวังยิ้ม เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูน่ามองขึ้นเยอะ หมดคาบเรียนแล้ว บัณฑิตหวังกลับไป แม้แต่การบ้านก็ไม่ได้สั่ง อวี๋ลิ่งไปหาซังดินเหลืองที่เห็นได้ทั่วไป มาบี้จนเป็นผงละเอียด ทำกระบะทรายง่ายๆ ขึ้นมาสองอัน อวี๋ลิ่งกับเมิ่นเมิ่น หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก สองคนนั่งฝึกเขียนอักษรอยู่ใต้ชายคา มองเมิ่นเมิ่นที่ชอบยิ้มมากกว่าพูด อวี๋ลิ่งก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจ อาการนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีปัญหาทางสติปัญญา แต่ค่อนข้างมีแนวโน้มเป็นเด็กเก็บตัว ประตูใหญ่เปิดออก ท่านเศรษฐีอวี๋กลับมาแล้ว มองเด็กสองคนที่กำลังฝึกเขียนอักษร ใบหน้าค่อนข้างอ่อนล้าของท่านเศรษฐีอวี๋ก็เผยรอยยิ้มพอใจ เขาโบกมือเรียกอวี๋ลิ่ง อวี๋ลิ่งก็วิ่งไปหาทันที “ทะเบียนบ้านทำเสร็จแล้ว นี่คือใบทะเบียนบ้าน ฟังดีๆ นะ ตอนข้าไปลงทะเบียนที่กรมการ ข้าลงว่าอายุเจ้าห้าขวบ ภูมิลำเนาเดิมเมืองซีอันฝู่อำเภอฉางอาน” “ท่านอา กระผมควรจะหกขวบ ท่านลงให้กระผมแก่กว่านี้ก็ได้” “ก็ไม่ต่างกันนัก เจ้าผอมไป แถมเตี้ยเกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าไม่ดี ข้าเกือบอยากจะลงว่าเจ้าอายุเท่าเมิ่นเมิ่นแล้วล่ะ ไม่เป็นไร อีกสองปีค่อยลงใหม่!” ท่านเศรษฐีอวี๋กลืนน้ำลาย พูดต่อ “จำไว้นะ ต่อไปถ้ามีใครถาม เจ้ากับข้าเป็นอาหลานกัน เจ้าเป็นลูกของพี่น้องตระกูลข้า หนีภัยอพยพมา จำได้หรือยัง?” “จำได้แล้ว!” “พูดซ้ำอีกครั้ง!” “กระผมชื่ออวี๋ลิ่ง อายุปีนี้ห้าขวบ ชาวเมืองซีอันฝู่อำเภอฉางอาน อวี๋เหลียงคือท่านอา อวี๋เมิ่นเมิ่นคือน้องสาว กระผมหนีภัยอพยพมา…” “ใช่แล้ว!” ท่านเศรษฐีอวี๋ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นครัวเรือนทหาร จากนั้นก็ไปรบ บาดเจ็บแล้วก็กลับมา ชีวิตนี้เขาแทบไม่เคยใช้เวลากับเด็กๆ เมิ่นเมิ่นถึงจะเป็นลูกสาวของเขา แต่พูดน้อยมาก คนก็ตัวเล็กมาก ดังนั้น หลังจากได้เจออวี๋ลิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับอวี๋ลิ่งที่ฉลาด เขาก็รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าไม่มีอะไรน่าตกใจ ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างนี้ก็มีพี่น้องเป็นคนกลางเชื่อมโยง เขาก็รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าพี่น้องต้องตั้งใจคัดเลือกคนที่ฉลาดที่สุดมาให้เขา ใส่ใจเรื่องของเขา เขาถึงเลือกรับเลี้ยงอวี๋ลิ่ง หลายๆ เหตุผลบังเอิญมารวมกันพอดี ดังนั้น เขาจึงไม่รู้สึกเลยว่าอวี๋ลิ่งไม่ได้ดูเป็นเด็กสมวัย แต่กลับรู้สึกว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้ นี่ต้องเป็นสิ่งที่นายร้อยถัน พี่น้องของเขา ตั้งใจคัดเลือกมาให้ ฉลาดเป็นเรื่องสมควร ไม่ฉลาดต่างหากถึงจะเป็นปัญหาใหญ่! นั่นก็คือค่าน้ำชาในวันหน้านะ! อวี๋ลิ่งมองดูใบทะเบียนบ้าน แล้วพูดเบาๆ ว่า “จริงๆ แล้วในช่องความสัมพันธ์ ท่านกรอกว่าบิดากับบุตรก็ได้…” “ห๋า?” “เปล่า ไม่มีอะไร” ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้ม เหมือนกับพระศรีอริยเมตไตรยในวัดนั้นจริงๆ