# บทที่ 6 คนสองคน สองโลก
อวี๋ลิ่งมีแมวน้อยอยู่ตัวหนึ่งแล้ว นี่นับได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่เขามีและเป็นของตัวเองในรอบหลายปีนี้ อวี๋ลิ่งตั้งชื่อให้แมวน้อยที่เมิ่นเมิ่นยกให้ว่า ฮวาฮวา นามเต็มว่า ซิ่วฉาย เพราะมันเป็นตัวเมียและมีลายทั่วทั้งตัว คงเป็นเพราะดื่มน้ำอาบมันเข้าไป ฮวาฮวาจึงนับอวี๋ลิ่งเป็นญาติ เวลานอนก็จะนอนอยู่บนหัวเตียง เมิ่นเมิ่นมีแมวใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง ขนดำทั้งตัว สี่อุ้งเท้าใส่ถุงมือขาว เจ้าแมวน้อยตัวนี้แววตามองคนดูถูกเหยียดหยามอย่างที่สุด มองคนด้วยสายตาชายตา ดูดุดันเอามากๆ แต่เจ้าแมวนี่ก็แค่ท่าทางดุร้าย เวลาท่านยื่นมือไปเกาคางมัน มันก็จะอวดพุงน้อยๆ หน้าตาเคลิ้มสบาย ส่งเสียงครางงืดงาดออกมาจากลำคอ ดังนั้นชื่อของมันจึงชื่อว่า กูลู่ลู นามเต็มว่า ต้าหวัง แน่นอนว่าเป็นชื่อที่อวี๋ลิ่งแอบตั้งขึ้นมา มีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกใครไม่ได้ อายุยังน้อยเกินไป มีเพียงเท่านี้ถึงจะให้ใจรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง หากตนอยู่ในวัยฉกรรจ์ อวี๋ลิ่งจะไม่ใช้วิธีเช่นนี้เลย บัณฑิตหวังมาอีกแล้ว สีหน้าวันนี้ดีมาก เจออวี๋ลิ่งก็ใช้รูจมูกส่งเสียงเหอะเป็นคำทักทาย ไม่ถึงกับเอาสีหน้าดูถูกเหยียดหยามมาทาหน้าเหมือนวันก่อน แต่เวลาเขาเจอเมิ่นเมิ่นกลับยิ้มออกมาทันที ชัดๆ เลยว่าเป็นคนตีสองหน้า ป้าหวังได้ข่าวว่าอวี๋ลิ่งจะตามเมิ่นเมิ่นไปอ่านตำราเรียนหนังสือด้วยกัน ตาลุกวาว แผ่นดินต้าหมิงตอนนี้แม้คนอ่านหนังสือจะมีไม่น้อย แต่ป้าก็ดื้อรั้นคิดว่าคนอ่านหนังสือทุกคนล้วนสามารถเป็นขุนนาง ในขณะเดียวกัน ป้าก็ยิ่งดีต่ออวี๋ลิ่งยิ่งขึ้น ข้าวตังติดก้นกระทะเหลืองๆ ป้าหยิบมาให้อวี๋ลิ่งมือใหญ่เลย ข้าวตังก้นหม้อยังเรียกอีกชื่อว่ากระทะตัง ข้าวตัง คือข้าวที่ไหม้ติดก้นหม้อตอนหุงข้าว ของสิ่งนี้ดี ใช้ไฟอ่อนอบให้เป็นเม็ดข้าว โรยเกลือ ผัดน้ำให้แห้ง ถ้าหากเติมผักดองลงไปผัดแห้งด้วยอีก เวลาไม่มีอะไรทำก็ยัดใส่ปากไปคำหนึ่ง นั่นช่างเป็นรสอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ แม่ครัวตั้งแต่รู้ว่าอวี๋ลิ่งได้เรียนหนังสือ รอยยิ้มที่ให้กับอวี๋ลิ่งก็ยิ่งจริงใจและเป็นมิตรขึ้น ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่นางรู้บอกกับอวี๋ลิ่ง ว่าเด็กหนุ่มบ้านนั้นบ้านนี้ขยันเรียนอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดอยู่มาวันหนึ่งก็ได้เป็นจอหงวน ห่มแพรพากลับบ้านเกิด หน้ามีเกียรติใหญ่โตนั้นน่าอิจฉายิ่งนัก เรื่องแบบนี้ที่หน้าสำนักน้ำชาจิงเฉิงมีมากมาย ล้วนจบลงที่ตอนสอบได้จอหงวนสูงสุด ท่อนที่ตามมาคือกลับบ้านเกิดห่มแพร กับล้างแค้นให้แม่ ท่านต้องเข้าไปฟังข้างใน นั่นก็คือต้องเสียเงิน "ท่านอาจารย์มาแล้ว รีบไปเร็ว!" อวี๋ลิ่งมองดูเหรียญทองแดงในอุ้งมือหนึ่งเหรียญแล้วรู้สึกแปลกใจ แม่ครัวยิ้ม ในรอยยิ้มแฝงรอยขอโทษเล็กน้อย แฝงการประจบและเอาอกเอาใจนิดๆ "ข้าชอบกินข้าวตังเม็ดที่ป้าทำ!" แม่ครัวยิ้มออก พยักหน้าแรงๆ "ได้ ต่อไปเวลาหุงข้าว ป้าจะก่อไฟให้แรงขึ้นอีกหน่อย เก็บไว้ให้เจ้าหมด เรียนให้ดี อ่านให้เป็นจอหงวนออกมาเลย!" "ถ้าข้าเป็นจอหงวน จะต้องซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ป้าหลังหนึ่งแน่!" มองตามแผ่นหลังอวี๋ลิ่งที่จากไป แม่ครัวรีบเอ่ยว่า "อย่าลืมถวายน้ำชานะ!" "จำได้แล้วขอรับ!" ตามอาจารย์ไปอ่านตำราเขียนหนังสือด้วยกันนั่นก็เป็นศิษย์แล้ว ศิษย์พบอาจารย์ครั้งแรกต้องถวายน้ำชา ได้ดื่มชาแล้วความสัมพันธ์ถึงจะนับว่ากำหนดลงแล้ว อวี๋ลิ่งยกน้ำชาร้อนมา นี่คือท่านเศรษฐีอวี๋กำชับไว้ก่อนออกเดินทาง แต่อวี๋ลิ่งรู้แก่ใจ เรื่องนี้ที่ไหนจะมีแค่ถวายน้ำชาง่ายๆ เช่นนั้น ซู่ซิวคงไม่พ้นต้องมีเป็นแน่ ท่าทางบัณฑิตหวังก็ไม่ใช่คนใจกว้าง อวี๋ลิ่งเห็นกับตา เมื่อวันก่อนตอนท่านเศรษฐีอวี๋ออกจากประตู ถือผ้าพับหนึ่งกับเนื้อตากแห้งออกไปด้วย คงจะนี่ละให้บัณฑิตหวัง อวี๋ลิ่งแม้ไม่ได้พูดอะไร แต่ทุกสิ่งที่ท่านเศรษฐีอวี๋ทำลงไปล้วนอยู่ในใจของอวี๋ลิ่ง ไม่ว่าเขาจะคิดหาลูกชายสืบสายเลือด หรือหาที่พึ่งให้เมิ่นเมิ่น ตั้งแต่ข้าวถ้วยนั้น อวี๋ลิ่งรู้สึกว่านี่คือเหตุผลที่ตนจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในภายภาคหน้า ได้ดื่มน้ำชาของอวี๋ลิ่งแล้ว สีหน้าของบัณฑิตหวังก็ดูดีขึ้นมาก คนเดียวก็สอน สองคนก็สอน สำหรับเขาแล้วก็แค่ทำไปพลางๆ เท่านั้นเอง "มา เขียนตัวคน ให้ข้าดูหน่อย!" อวี๋ลิ่งหยิบพู่กันขึ้นมา หายใจเข้าลึก ฮึดกำลังทั้งหมด ลากเส้นทีละเส้นเขียนตัวคนออกมา อวี๋ลิ่งพอใจมาก ในสายตาเขา ตนได้เล่นเกินปกติวิสัยแล้ว บัณฑิตหวังกวาดตามองหนึ่งที หน้ามีรอยหยันเยาะ เอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า "นึกว่าเป็นไม้ดี ใครจะรู้เป็นไม้ผุ ข้าไม่รู้การรู้หนังสือของเจ้าเรียนมาจากใคร ดูก็รู้ว่าได้แค่รู้จักแต่เขียนไม่เป็น!" ฟังน้ำเสียงกระแนะกระแหนของบัณฑิตหวัง อวี๋ลิ่งสูดหายใจเข้าลึก อยากจะพูดอะไรบ้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกเลย ฝีมือพู่กันขนแกะของตนนั้นไม่ได้เรื่องจริงๆ เห็นอวี๋ลิ่งมีสีหน้าไม่ยอมรับ บัณฑิตหวังมองเมิ่นเมิ่นแล้วยิ้ม "เมิ่นเมิ่น เจ้าก็มาเขียนตัวคนหน่อย!" มองดูตัวหนังสือของเมิ่นเมิ่น อวี๋ลิ่งทุกข์ใจจนก้มหน้างุด ตัวเองเขียนสองเส้นเหมือนท่อนไม้สองอัน อักษรของเมิ่นเมิ่นนั้นมีหนักมีเบามีแบบแผน เริ่มเห็นเค้าเงาของปลายพู่กันแล้ว เห็นสีหน้าไม่ยอมรับของอวี๋ลิ่งหายไป บัณฑิตหวังก็ได้ใจยิ้มออกมา ก็แค่เด็กหนุ่มที่เฉลียวฉลาดหน่อยคนหนึ่ง ถ้าตนข่มเขาไม่อยู่ ตำราปราชญ์ที่ศึกษามาหลายปีจะไม่เสียเปล่าหรือ เห็นอวี๋ลิ่งไม่พูด บัณฑิตหวังเอ่ยเสียงเรียบว่า "เห็นเจ้ามีสีหน้าไม่ยอมรับ แสดงว่าในใจไม่พอใจแน่ ไป ยืนไปที่หน้าประตูโน่น!" ... เสี่ยวเหล่าหู่ที่ยืนอยู่หน้าประตูในใจพลันพลุ่งขึ้นมาด้วยไฟโทสะ แต่มองไปยังกลุ่มคนสิบกว่าคนฝั่งตรงข้าม เสี่ยวเหล่าหู่คิดแล้ว ก็ยังคงยืนอยู่หน้าประตูอย่างว่าง่าย ที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ตั้งอยู่ข้างประตูซีหัวของจิงเฉิง ที่ตรงนี้ชาวบ้านชอบเรียกว่า "โรง" ข้างในมีช่างมีดอาศัยการตอนคนเป็นงานเลี้ยงชีพอยู่กว่าสิบคน ราชสำนักไม่จ่ายเงินเดือน แต่รับรองคุณสมบัติตอนคนของพวกเขา ดังนั้นถึงไม่มียามตรวจการณ์มาจับพวกเขาไปแล่เนื้อ ในข้อหาตอนคนละเมิดกฎหมายบ้านเมือง โรงนี้ถือว่าเป็นอักษรของหลวงที่ราชสำนักยอมรับ เดิมนึกว่าพึ่ง "พ่อบุญธรรม" อาซุน "ออกเงิน" เข้าวังไม่ใช่เรื่องยาก ใครจะรู้ว่าพวกนี้จะดูถูกคนเช่นนี้ ยื่นมือมาก็ขอเหล้าหนึ่งไห ไก่หนึ่งตัว หัวหมูหนึ่งหัว นอกจากนี้ยังต้องการเงินเดือนอีกหกตำลึงเงิน ที่จริงแล้วเงินพวกนี้ใช่ว่าช่างมีดจะขอไปเรื่อย แต่พวกเขาจะใช้เงินเหล่านี้ซื้อยาให้เจ้า ปรับร่างกายให้เจ้า แน่นอน พวกเขาก็จะหักนิดๆ หน่อยๆ เป็นรางวัลของตัวเอง ใต้หล้าย่อมไม่มีผลประโยชน์ให้เจ้าได้เปล่าๆ เสี่ยวเหล่าหู่จะมีของพวกนี้ได้อย่างไร ก็เพราะไม่มี จึงพูดมากไปหนึ่งประโยค ถามว่าเพราะอะไรเพิ่มอีกสองสามครั้ง ก็ถูกไล่ให้ไปยืนอยู่หน้าประตู มองดูฝูง "ช่างมีด" พวกนี้ เสี่ยวเหล่าหู่กล้าที่จะโกรธแต่ไม่กล้าพูด เสี่ยวเหล่าหู่ตอนนี้ก็ได้สติตอบโต้แล้ว ตัวเองถูก "พ่อบุญธรรม" หลอกแล้ว นี่ที่ไหนเหมือนออกเงินให้แล้ว เกรงว่านี่ก็แค่พ่อบุญธรรมพูดกับตัวเองผ่านๆ เสี่ยวเหล่าหู่เข้าใจแล้ว แต่ว่าเข้าใจแล้วก็ไร้ประโยชน์! เสี่ยวเหล่าหู่ถูกดุด่าก็ไม่กล้าส่งเสียง หากเกิดทำให้พวกเขาโกรธ หากตอนเชือดเกิดเชือดมากไปนิด หรือน้อยไปหน่อย นั่นเป็นเรื่องใหญ่ถึงชีวิตเลยทีเดียว มีคนมากมายที่ตายเพราะแผลอักเสบ "หลิวโกวจื่อ เจ้าสมัครใจหรือ?" "สมัครใจ!" "ดีละ ข้าจะลงมีดแล้วนะ เจ้าอย่ากลัว มีดนี้ลงไป ไม่มีก่อนไม่มีหลัง เป็นหนึ่งใต้หล้า ในใจเจ้าไม่แค้นพวกเรากระมัง!" "ไม่แค้น!" "ดีละ ท่านนอนให้ดี ท่านลำบากหน่อย ต่อไปถ้าเหินหาวออกขุนนางแล้ว กลับมานั่งเล่นบ้าง อารมณ์ดี ง่ามนิ้วรั่วไหลออกมานิด รางวัลพวกข้าน้อยเหล้าหนึ่งคำที!" "ได้ ข้าจะจำความดีของพวกเจ้าไว้!" "ดีละ สัญญาสำเร็จ!" "อา~~~~" เสี่ยวเหล่าหู่ฟังเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็อดตัวสั่นสะท้านอีกไม่ได้ เขาฟังมาหลายรอบแล้ว ช่างมีดล้วนเป็นน้ำเสียงนี้ แม้แต่คำพูดก็เหมือนกันทุกอย่าง เสี่ยวเหล่าหู่จัดอยู่ท้ายสุด นั่นก็คือต่อไปก็เป็นเขา น่าเสียดายที่เสี่ยวเหล่าหู่ตอนนี้กระทั่งเงินยังควักไม่ออก แล้วก็ถอยก็ไม่ได้เดินหน้าก็ไม่ถึง ไม่ต้องทำงานก็มีกิน อยู่มาวันหนึ่งเหินหาวออกขุนนางได้เด่นดัง ความคิดนี้ใครๆ ก็มี เสี่ยวเหล่าหู่ก็มี ในสายตาของเสี่ยวเหล่าหู่ ปรนนิบัติคนนี่ไม่นับว่าเป็นงาน! เขาเคยเห็นความโอ่อ่าของขันที แม้แต่ท่านนายอำเภอยังก้มหัวโค้งเอว เขาจินตนาการว่าวันหนึ่งตนก็จะเป็นเช่นนั้นได้บ้าง ดังนั้น เขาจึงอยากจะพนันสักครั้ง หนึ่งชั่วยามให้หลัง ช่างมีดเดินออกมา พักไปครึ่งชั่วยาม ช่างมีดเสี่ยวโถวคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน เหนื่อยล้าเอ่ยว่า "ต่อไป!" เสี่ยวเหล่าหู่ยิ้มเดินเข้ามา "มาแล้ว มาแล้ว!" เสี่ยวโถวขมวดคิ้วเอ่ยว่า "ข้าไม่ได้ให้เจ้าออกไปหรือ" "ท่านให้ข้ายืนอยู่หน้าประตู!" ผู้คนได้ยินดังนั้นก็ตะลึง ตามด้วยเสียงหัวเราะเยาะเสียดสีที่ดังขึ้นพร้อมกัน ต่อมาก็กลายเป็นหัวเราะลั่นโรง ช่างมีดเสี่ยวโถวก็อดขำไม่ได้ "ข้ามองว่าเจ้าก็เป็นผู้ใหญ่ย่อมๆ แล้ว ทำไมไม่มีหัวคิดแม้แต่นิดเดียวเลยเล่า จะต้องให้ข้าพูดให้ชัด ว่าบอกให้เจ้าออกประตูก็คือความหมายว่าให้เจ้าไปไง!" เสี่ยวเหล่าหู่จนใจเอ่ยว่า "เห็นแก่ข้าเถิด ท่านอาซุนเป็นพ่อบุญธรรมข้า!" ช่างมีดเสี่ยวโถวทำสีหน้าลำบากใจ เอ่ยอย่างจริงใจว่า "เจ้าว่าเจ้านี่อะไรก็เอาออกมาไม่ได้เลย จะให้พวกข้าพี่น้องกินลมต่างข้าหรือ!" เสี่ยวเหล่าหู่ยิ้มประจบ เอ่ยเสียงเบาว่า "ติดไว้ก่อน ติดไว้ก่อน ข้าเสี่ยวเหล่าหู่สาบาน ขอเพียงข้าเข้าวังได้ ขอเพียงมีเงินเดือนแล้ว จะต้องชดใช้ให้เป็นสองเท่า!" ช่างมีดเสี่ยวโถวโบกมือว่า "ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อเจ้า เจ้าฟังข้าว่านะ ก่อนตัดต้องใช้น้ำโกฐจุฬาลัมพาชำระร่างกาย แล้วเจ้ายังต้องกินน้ำกัญชงให้นิทราไป เสร็จแล้วยังต้องใช้ดีหมูฆ่าเชื้อ" "นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน แต่มันก็เป็นปัญหาเรื่องเงิน! พวกเราคนเหล่านี้ก็ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่มีทางที่จะขาดทุนให้หรอก จริงไหม ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ จะไม่เท่ากับทำร้ายชีวิตเจ้าหรอก!" ช่างมีดเสี่ยวโถวถอนหายใจ "ไปเถิด ในวังจะออกหัวนั้นไม่ง่ายอย่างนั้น เจ้าโตแล้ว ยุคนี้ขอแค่ยอมออกแรงก็เติมพุงให้อิ่มได้ไม่ยาก ไปเถิด!" "ข้าไม่เอาพวกนั้นหรอก ท่านช่วยตัดให้ข้าก็พอ ตัวข้าแข็งแรงดี ข้าทนได้!" ชายผู้หนึ่งข้างๆ ได้ยินก็เยาะว่า "ทนได้งั้นหรือ ดีเลย ข้างในก็มีมีด ฝีมือดีก็ไปทำเองสิ พวกข้าไม่ห้ามเจ้า!" เมื่อคนผู้หนึ่งยืนกรานจะเดินเส้นทางนี้ต่อไปถึงที่สุด และมั่นใจว่าตนจะต้องได้เด่นดัง ชีวิตของเขาเหลือเพียงสองทางเลือก ทำลายล้างหรือว่าบ้าคลั่ง! เสี่ยวเหล่าหู่ในกระดูกมีความบ้าระห่ำอยู่ เมื่อตอนอยู่กับอวี๋ลิ่งก็เป็นเช่นนี้ ในตอนนี้เขาราวกับยืนอยู่ขอบหน้าผาอีกครั้ง จะคว้าโอกาสเดียวสู้สักตั้ง หรือกลับไปเป็นโจรขโมยต่อ จำเป็นต้องมีคำเลือกแล้ว เสี่ยวเหล่าหู่พุ่งเข้าไป ไม่มีใครขัดขวางเขา ทุกคนล้วนเป็นผู้ชาย ในใจล้วนรู้ดี พวกเขาคนมือเก่ายังใจสั่นเวลาลงมือกับของสำคัญของคนอื่น ตัวเองลงมือกับของสำคัญของตัวเอง... ผู้คนหันหน้ามองที่ประตู แฝงรอยยิ้มเย้าแหย่ คิดคำนวณว่าเสี่ยวเหล่าหู่จะออกมาเมื่อไหร่ ครึ่งจอกชา หนึ่งจอกชา ครึ่งธูปผ่านไป เสี่ยวเหล่าหู่ก็ยังไม่เดินออกมา ช่างมีดเสี่ยวโถวถอนหายใจเบาๆ เอ่ยเสียงต่ำว่า "น้องชาย ออกมาเถิด เหล้าไก่หัวหมูพวกนี้พวกข้าไม่เอาละ รอให้เจ้ามีเงินพอก่อนค่อยมา พี่น้องจะดูแลให้ดี!" ในห้องยังคงไม่มีเสียงเคลื่อนไหว "น้องชาย?" ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นจากตัวช่างมีดเสี่ยวโถว เขารีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางห้อง "ผ่าตัด" ในจังหวะที่เปิดม่านขึ้น ช่างมีดเสี่ยวโถวนิ่งค้าง เสี่ยวเหล่าหู่นั่งอยู่ในกองเลือด มือขวากำกรรไกรเปื้อนเลือดไว้เล่มหนึ่ง มือซ้ายกำก้อนเนื้อดำเปื้อนเลือด ยิงฟันหัวเราะเยือกเย็นมาทางช่างมีดเสี่ยวโถว "อ๊า เร็ว เร็ว~~เร็วมาช่วยคน~~~"