หมิงงงงง

0075 - บทที่ 18 จู่ๆ ก็มีบารมี

11 นาที· 2.6K คำ

# บทที่ 18 จู่ๆ ก็มีบารมี

จะว่าคนในค่ายทหารแก่อย่างเดียวก็ว่าได้ แต่จะว่าเป็นพวกไร้ประโยชน์ไม่ได้ เมื่อมีคนหนึ่งเป็นหัวหอกพุ่งเข้าใส่ก่อน สมองของทุกคนที่เหลือในตอนนั้นก็ว่างเปล่าทันที หากสมองที่ว่างเปล่านั้นยังมีเสียงก้องกังวานอยู่บ้าง มันก็คงเป็นประโยคสุดท้ายที่อวี๋ลิ่งตะโกนออกมา "ถ้าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ ทางการสืบลงมา พวกเราหนีกันไม่พ้นสักคน!" ยามมีศึกก็ต้องฮึดสู้ข้าศึก ยามสงบก็ต้องประจำค่ายบุกเบิกที่นา รักษาความสงบในท้องที่ บัดนี้โจรเพิ่งปล้นตลาดจื่ออู่ เผาผลาญปล้นสะดมกันทั้งคืน... ถ้าปล่อยให้โจรหนีไปได้ พวกตนที่เป็นค่ายทหารนี้ก็ต้องแบกรับความผิดแน่ แม้ว่าคนหนุ่มฉกรรจ์ในค่ายจะมีน้อย แม้ว่าค่ายทหารจะมีแต่ชื่อไร้แก่นสาร ครั้นเกิดเรื่องร้ายขึ้น ขุนนางเบื้องบนพวกนั้นจะไม่มาแยกแยะอย่างละเอียดหรอก สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือฆ่าคน แล้วในเอกสารทางราชการก็ต้องเขียนแน่ว่า เป็นเพราะครัวเรือนทหารในค่ายขลาดกลัวไม่กล้าสู้ ทำให้โจรบุกรุกเข้ามาถึงตลาดจื่ออู่ ครัวเรือนทหารในค่ายต้องรับผิดชอบทั้งหมด เมื่อความผิดถูกตัดสิน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเป็นตายทั้งเป็น ไม่มีใครรอดเป็นข้อยกเว้น จ้าวปู้ชี่พุ่งเข้าใส่แล้ว ทวนในมือแทงตรง ยังไงที่แทงตอนล่าสัตว์ ก็แทงคนตอนนี้ยังไง เขาไม่มีอาการกระอักกระอ่วนแม้แต่น้อย ครัวเรือนทหารที่อยู่ด้านหลังตามมาติดๆ มือที่เคยจับอุปกรณ์ทำไร่ของพวกเขาล้วนด้านหนาจากการใช้งาน มือที่แม้แต่ถือชามข้าวยังสั่นไม่หยุด ในชั่วขณะนี้กลับหยุดสั่นอย่างฉับพลัน ตาแดงก่ำ พุ่งเข้าหาคนใกล้ตัวที่สุดแล้วแทง ครัวเรือนทหารไม่มีดาบ อย่างไรเสียอวี๋ลิ่งก็ไม่เห็นดาบสักเล่ม เหมือนกับตอนที่เห็นองครักษ์เสื้อแพรคราวนั้น อวี๋ลิ่งนึกว่าองครักษ์เสื้อแพร่ทุกคนจะสวมชุดเฟยอวี๋ มีดาบซิ่วชุนเหน็บเอว สุดท้ายชุดเฟยอวี๋ได้เห็นแค่ครั้งเดียว คือที่บ้านพ่อของซูหวายจิ่น ครัวเรือนทหารไม่มีดาบ เมื่อเทียบกับดาบแล้ว ทวนคือสิ่งที่อวี๋ลิ่งเห็นมากที่สุด สิ่งที่มือของชาวบ้านในค่ายถืออยู่เกือบทั้งหมดคือทวน หัวทวนมีขนาดเล็ก ต่อด้ามยาวอีกอันก็ใช้ได้ พ่อก็เคยบอกแล้วว่า ทวนยาวในสนามรบมีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้ก่อนคนอื่นหนึ่งจังหวะ แล้วก็ท่าทางง่ายมาก ตามเสียงร้องของนายทหาร แทง ถอน แล้วแทงอีก ที่ยากจะหามาได้คือความสามารถในการเจาะเกราะก็สูงมากเช่นกัน ขนาดเล็กแปลว่าต้นทุนต่ำ ท่วงท่าง่ายแปลว่าเรียนรู้ได้เร็ว ส่วนหน้าไม้ นั่นเป็นครัวเรือนทหารอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่าครัวเรือนธนู อวี๋ลิ่งจนถึงตอนนี้ก็แค่เคยได้ยินมา การสกัดสังหารเริ่มขึ้นแล้ว ท่านพ่อเย่พุ่งเข้าไปแล้ว เขารู้ดีกว่าใครทั้งนั้นว่าถ้าปล่อยให้พวกโจรหนีเข้าไปในเขาหนานซานได้ทั้งหมด เรื่องจะใหญ่หลวง ถ้าปล้นเสร็จแล้วหนีไป เรื่องยังไม่ถือว่าใหญ่โตนัก พวกนี้ปล้นจริงๆ ทั้งคืน จุดไฟเผา แล้วการข่มขืนฆ่าคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกมันไม่ใช่แค่ภัยโจรอีกต่อไปแล้ว พวกมันกลายเป็นโจรกบฏ ดังนั้น ต้องทิ้งศพพวกโจรเอาไว้บ้าง เรื่องถึงจะพอมีทางผ่อนปรน คนในศาลาว่าการเก่งเรื่องการเขียนรายงานที่สุด มีศพศัตรูก็มีรายงานให้เขียนได้ จ้าวปู้ชี่ดุดัน ท่านพ่อเย่ก็ดุดัน มองอีกที พ่อยิ่งดุดันกว่า สามคนที่ยืนอยู่แถวหน้าเป็นเหมือนแกนหลัก ให้ความมั่นใจอย่างหาที่สุดมิได้แก่คนข้างหลัง มองพวกโจรล้มลงทีละคน อวี๋ลิ่งก็ยังรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง ท่านพ่อเย่ที่สอนวรยุทธให้ตนพูดถูก วิทยายุทธไม่ใช่กายกรรมลิเกบนเวที วิทยายุทธนั่นมันฆ่าคนจริงๆ และเป็นไม้ตายสกปรกทั้งนั้น ทวนยาวของพ่อเล็งไปที่อก อย่างนี้ถึงจะสังหารได้ง่ายดายในดาบเดียว ป้องกันไม่ให้ศัตรูแกล้งตายรอให้คุณเดินผ่านแล้วลุกขึ้นมาแทงตูด ท่วงท่าของท่านพ่อเย่ดูไม่สวยแล้ว ล้วนเป็นไม้ตายสกปรก กระบองในมือเขาพุ่งเป้าไปที่ท่อนล่าง ลูกไม้ทุกกระบวนมุ่งไปที่ท้องน้อย โดนกระบอกกระบองนี้แทงเข้าไป ต่อให้เป็นบุรุษเหล็กกล้าก็ต้องลงไปกอง คนล้มลงแล้วเขาก็เดินไปกระทืบซ้ำที่ท้องน้อย ครั้งนี้อวี๋ลิ่งเห็นชัดเจนกว่าครั้งก่อน การเข่นฆ่าไม่เหมือนที่ตัวเองคิด แทบจะเป็นการปะทะเพียงครั้งเดียว อย่างมากก็หลบหลีกหน่อยถือว่าเป็นกระบวนท่า ความจริงการปะทะครั้งเดียวความเป็นความตายก็กำหนดแล้ว พวกโจรที่ "ขนกลับเต็มมือ" ไม่คิดว่าครัวเรือนทหารจะลงมือ ในสายตาพวกมัน ครัวเรือนทหารคือคนหมดสภาพกลุ่มหนึ่ง ชัดๆ ว่าสังกัดเว่ยสั่วและกระทรวงกลาโหม กลับต้องค้อมหัวงอเอวให้ขุนนางทุกคน ทรวดทรงชายชาตรีตั้งเจ็ดฉื่อต้องไปสร้างส้วมให้พวกขุนนาง ยังต้องหาข้าวกลางวันกินเอง แค่นี้ยังต้องฝืนยิ้มประจบ คนมีศักดิ์ศรีก็หนีไปกันหมดแล้ว คนไร้ศักดิ์ศรี ไร้เงี่ยนถึงจะยอมอยู่ในค่ายให้คนบีบคั้น ตอนนี้พวกไร้เงี่ยนนี้กลับหันมาลงมือกับพวกมันเสียแล้ว พวกโจรที่ "ขนกลับเต็มมือ" ล้มระเนระนาด ต่อให้ร่างถูกแทงเป็นรู ก็ยังกำของที่ปล้นมาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย คนตายเพื่อทรัพย์ นกตายเพื่ออาหาร ฉายชัดในยามนี้ ความจริงตอนนี้แพ้ชนะตัดสินกันแล้ว อวี๋ลิ่งไม่เข้าใจสนามรบ แต่มองใจคนออก พวกโจรไม่อยากสู้ พวกมันแค่อยากรีบกลับเข้าไปในเขา หากพวกมันยอมทิ้งข้าวของในมือแล้วหันกลับมาโจมตี ต่อให้สู้กับพวกแก่และอ่อนแอในค่ายทหารไม่ได้ ก็ยังสูสีกันได้ แล้วยังขนของกลับไปได้มากกว่าเดิม แต่พวกมันเหมือนลืมไปว่า พวกตนคือพวกโหดที่วิ่งออกมาจากเขาลึกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด ทวนยาวในมือคนในค่ายทหารยิ่งแทงยิ่งมีพลัง คนที่นอนอยู่บนพื้นก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อขวัญกำลังใจของครัวเรือนทหารพุ่งสูง จนรวมกลุ่มกันเป็นสามคนได้... ในที่สุดพวกโจรก็รู้จักทิ้งข้าวของบ้างแล้ว แล้ววิ่งหนีสุดชีวิตเข้าไปในป่า ตอนหนีมีคนทิ้งคำพูดดุดันไว้ บอกว่ากลางคืนนอนให้ลืมตาไว้ด้วย ประโยคเดียวนี้ เทน้ำเย็นราดหัวใส่คนทั้งหลายที่กำลังคึกคัก บางคนมีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว คนทำนาซื่อๆ ตรงไปตรงมา ที่ไหนจะไม่กลัวการแก้แค้น อวี๋ลิ่งไม่อยากให้ใจคนที่เพิ่งรวมกันได้ยากลำบากต้องแตกซ่านไป อวี๋ลิ่งตะโกนใส่กลุ่มคนที่หนีไปว่า "จำไว้ให้ดี ข้าน้อยชื่ออวี๋ลิ่ง รอให้ข้าน้อยเข้าไปในเขาถึงที่แล้วบิดหัวพวกแกด้วยมือตัวเอง ถึงตอนนั้นอย่าคุกเข่าร้องขอชีวิต ร่ำไห้น้ำมูกน้ำตาต่างหากล่ะ!" คนกลุ่มนั้นไม่ตอบ มีเพียงเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังก้อง ชนะแล้ว แต่เพราะประโยคนั้นของพวกโจรทำให้ชัยชนะไร้ความยินดี พื้นนิสัยของชาวบ้านคือ ยอมให้เรื่องมากอย่างสู้ให้เรื่องน้อยอย่าง ไม่อยากก่อเรื่อง ไม่ใช่กลัว แต่เป็นท่าทีการใช้ชีวิตแบบแกไม่หาเรื่องฉัน ฉันก็ไม่หาเรื่องแก ถ้าจนตรอกจริงๆ คนซื่อๆ โมโหขึ้นมานั่นแหละน่ากลัวที่สุด อวี๋ลิ่งเห็นทุกคนมองมาที่ตน สูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวว่า "พ่อขี่ลาไปแจ้งทางการ ทุกคนตอนนี้ไปเก็บข้าวของ จำไว้ ถ้าเจอคนที่ยังไม่ตาย ต้องไม่ให้มันตายเด็ดขาด ต้องให้มันมีชีวิตอยู่ดีๆ!" "มีคนเจ็บไหม? มีคนเจ็บไหม?" ทุกคนมองหน้ากันไปมา เพิ่งสู้กันได้แค่แป๊บเดียว ใช้แต่ทวนยาว ก็ไม่มีใครเจ็บสักคนจริงๆ "เร็ว ฟังฉัน เอาโคลนป้ายตัว เอาเลือดป้ายหน้า จะเข้าใจไหมไม่เข้าใจก็ตาม จำไว้ว่าต้องทำให้ตัวเองดูสลึมสลือ สลึมสลือมากๆ..." "หรูอี้ ไป ไปฉีกเสื้อผ้าพวกเขาให้ขาดหมด เร็ว..." ตอนนี้อวี๋ลิ่งไม่มีเวลาไปอธิบายว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ถ้าจะต้องบอกว่าเพราะอะไร ก็ได้แต่ว่าเด็กที่ร้องไห้เก่งถึงจะมีนมกิน ฐานะนั่งย่อมกำหนดจุดยืน จุดยืนกำหนดความคิด ส่วนความดีความชอบต้องอาศัยการตกแต่ง ในภายภาคหน้า แม้อวี๋ลิ่งจะไม่เคยคลุกคลีในสนามราชการ แต่บริษัทก็คือสนามราชการนั่นเอง จะพูดว่าลำบากต่อหน้าผู้นำไม่ได้ ต้องทำให้ผู้นำเห็นความลำบากของตน จ้าวปู้ชี่เอาหัวไหล่กระทุ้งท่านอาหวี่ของอวี๋ลิ่งเบาๆ กระซิบว่า "อา น้องอวี๋นายไปอ่านหนังสือเล่มไหนมา?" "ทำไม?" "ไม้ตายนี่โหดมาก ข้าก็อยากเรียน" อวี๋เฉียนได้ยินก็หัวเราะเยาะ "พวกที่แม้แต่คำว่า 'ทีระ' ก็เขียนไม่ได้ยังจะคิดอ่านหนังสือ ไม่ใช่อาดูถูกเอ็งนะ แต่วิชาปราชญ์นี่เอ็งอ่านเข้าใจหรือ?" อวี๋ลิ่งพูดแล้ว ทุกคนก็เริ่มง่วน พวกโจรพวกนี้ทำข้าวของเกลื่อนกลาดเต็มพื้น บางคนตายไปแล้ว มือยังกำเงินแน่นไม่ปล่อย หรูอี้คิดไม่ออก จะปล้นเงินไปทำไม? ในป่าใหญ่นั่นมีร้านค้าหรือ? อวี๋ลิ่งก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในกองศพ ขอแค่ไม่ใช่สภาพถูกชำแหละ อวี๋ลิ่งก็ไม่กลัว ตอนที่อยู่กับเสี่ยวเหล่าหู่ สองคนเคยช่วยกันเช็ดตัวทำความสะอาดศพด้วย ข้าวของมากมาย ตัวตลาดเองก็เป็นที่รวมของสินค้า ดังนั้นบนพื้นถึงได้เห็นของสารพัดอย่าง แม้แต่เข็มกับด้ายก็มี ตอนที่เห็นเกลือถุงแล้วถุงเล่า แป้งถุงแล้วถุงเล่า สายตาของทุกคนก็จ้องเขม็ง... มองทุกคนที่กลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่า อวี๋ลิ่งครุ่นคิดอย่างจริงจัง แล้วก็พูดขึ้นทันควันว่า "ใครยินดีหาเงินค่าน้ำพักน้ำแรงบ้างยกมือขึ้น!" ทุกคนรู้ความหมายของคำนี้ พอเสียงของอวี๋ลิ่งเงียบลง ทุกคนก็ยกมือขึ้นอย่างลังเล หนึ่งคน สองคน สามคน กระทั่งทุกคน "มา เปิดชายเสื้อขึ้น ก่อนอื่นคนละหนึ่งกระบวย!" อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่านี่คือขั้นตอนของทรัพย์เชลยศึกหรือเป็นเพียงขั้นตอนแบ่งของโจร และก็ไม่รู้ว่าจะเกิดผลอะไรตามมา แต่เมื่อทุกคนยกมือแล้ว เรื่องของที่หายไปก็ให้ไปลงหัวพวกที่หนีไปให้หมด ทุกคนหัวเราะแล้ว เกลือเต็มกระบวยขนาดนี้ การทำงานในปีหน้าก็มีแรงแล้ว ไม่ต้องคิดว่าจะไปเซฟตรงไหน ไปซื้อเกลือที่แสนแพงนั่นอีก เสบียงอวี๋ลิ่งก็ให้คนขนไปยี่สิบกระสอบ อันนี้ไม่สะดวกแบ่งกันตรงนั้น อวี๋ลิ่งตั้งใจว่าหลังจากคนในศาลาว่าการไปแล้วค่อยแบ่งเฉลี่ยให้ทุกบ้าน พวกโจรโลภเกินไป ยังมีคนหามน้ำมันมาถังใหญ่ เสี่ยวเฝยหามไม้ไผ่ทั้งกำกลับมาแล้ว ถังน้ำมันว่างเปล่า คว่ำอยู่ที่พื้น มีน้ำมันเล็กน้อยซึมลงไปในดิน จ้าวปู้ชี่เสียดายจนเลียริมฝีปาก เขาอยากจะหมอบลงไปดูดสักที ผ้าป่านอวี๋ลิ่งแบ่งแล้ว ผ้าต่วนแพรไหมอวี๋ลิ่งไม่กล้าแตะต้อง ไม่กล้าแบ่ง ชาวบ้านยากจน ครอบครัวไหนมีของนี่ขึ้นมา ร้อยปากก็อธิบายไม่ชัดเจน หลังเที่ยงวัน พ่อกลับมาแล้ว ความจริงคนในศาลาว่าการได้รับแจ้งความตั้งแต่ตอนฟ้าสาง ตอนที่พวกเขามาพอดีกับที่ท่านเศรษฐีอวี๋ซึ่งเดินทางไปแจ้งความครึ่งทางพบกัน จากนั้นทุกคนก็มาถึง นายอำเภอจูมาแล้ว มองศพที่บนพื้นสามสิบกว่าศพด้วยสีหน้าซับซ้อน เดินรอบที่เกิดเหตุอยู่หนึ่งรอบ จู่ๆ เขาก็เริ่มฆ่าคน คนที่ยังไม่ตายทั้งหมดถูกฆ่าหมด "ดี ดีแล้ว โฉ่วหู่ปังที่อาละวาดมานานหลายปี ในที่สุดก็ถูกปราบในอำเภอฉางอานของเราแล้ว ดี ดี ดี..." อวี๋ลิ่งรู้สึกตามไม่ทัน ที่ตามไม่ทันจะมีแต่เพียงอวี๋ลิ่งคนเดียวเสียที่ไหน ชัดๆ ว่าฆ่าพวกโจรที่มาปล้น ไหงถึงได้กลายเป็นพวกโฉ่วหู่ปังไปได้? "ใครเป็นหัวหน้าออกมา!" นายอำเภอจูแสร้งถามอย่างนี้ เขามองออกแล้วว่าอวี๋ลิ่งที่ถูกผู้คนห้อมล้อม และก็มองออกถึงข้าวของที่จงใจโปรยไว้ มองออกถึงสีหน้ากังวลใจของชาวบ้าน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญสำหรับเขา แม้แต่ตลาดจื่ออู่กลายเป็นขุมนรกบนดินก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือบนแผ่นดินอำเภอฉางอานแห่งนี้มีลูกหลานสกุลจูอยู่มากกว่าหมื่นคน ที่สำคัญคือสายตาของเว่ยสั่ว จู่ปู้ไอ้ตายแล้ว ที่สำคัญคือครึ่งหนึ่งของฉางอานตนเป็นคนตัดสินใจแล้ว ที่สำคัญคือ ศาลาว่าการปราบโจรสังหารโจรได้แล้วรีดไถเงินจากบ้านใหญ่โตทั้งหลาย ที่สำคัญคือ ตลาดจื่ออู่ แหล่งทำเงินแห่งนี้จะตกเป็นของตน "อวี๋ลิ่งน้อย ข้าไม่ได้มองนายผิดจริงๆ หนังสือก็เรียนดี คนก็ทำตัวดี ดี รอกลับไปข้าจะรายงานขอความดีความชอบให้ รอเป็นขุนนางเถอะ" "ขอบพระคุณท่านอำเภอ!" นายอำเภอจูยิ้ม มองอวี๋ลิ่งแล้วพูดเสียงเบา "อวี๋ลิ่งน้อย นี่คือคนกลุ่มไหน?" อวี๋ลิ่งมองแววตาที่ไร้ซึ่งไออุ่นนั่น แสร้งทำซื่อถามว่า "ท่านอำเภอ พวกเราฆ่าก็แต่โจร คนชั่ว เป็นคนกลุ่มไหนไม่รู้จัก ยังไงก็ไม่ใช่คนดี!" นายอำเภอจูหัวเราะแล้ว ในแววตาก็กลับมีไออุ่นขึ้นมาทันใด คำตอบของอวี๋ลิ่งนี้ถึงไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองคิดในใจ แต่ก็ดีกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก นี่ต่างหากถึงเป็นคำตอบที่เด็กคนหนึ่งควรพูด "คนมา เอาข้าวสารแป้งหมี่ที่พวกโจรปล้นมาเหลือไว้ครึ่งหนึ่งให้อวี๋ลิ่งน้อยจอมทัพ ที่เหลือขนไปตลาดจื่ออู่ โจรเวรนี่ มันใจดำยังไงนักหนาน้อ..." นายอำเภอจูไปแล้ว อวี๋ลิ่งกลับมีเหงื่อท่วมตัว อวี๋ลิ่งตบหน้าตัวเอง ไม่คิดถึงความวกวนวกไปวนมาในเรื่องนี้ มองข้าวสารแป้งหมี่กองใหญ่นั่น อวี๋ลิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก ผลประโยชน์ไม่ควรผูกขาดแต่ผู้เดียว ผูกขาดแล้วจะพ่ายแพ้... "ฟ้ายังสว่างอยู่ ทุกคนเหนื่อยกันแล้ว เราแบ่งข้าวสารแป้งหมี่กัน ทุกคนมีหมดนะ เท่าๆ กันไม่ว่าใคร..." การแบ่งเสบียงป้าเฉินเป็นมืออาชีพ นี่เป็นฝีมือที่ฝึกไว้ตอนอยู่ในจิงเฉิง ไม่มีทะนานขนาดมาตรฐาน นางก็ใช้กระบวยน้ำเต้า ใช้ซี่ไม้ไผ่ปาดตามขอบกระบวยหนึ่งที ก็เป็นกระบวยที่เรียบเสมอกัน นี่คือมาตรฐาน เสบียงถึงมือแล้ว เสาไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ปากประตูก็ถูกคนอุ้มออกมาอย่างทะนุถนอม ทุกคนเริ่มแบ่งน้ำมัน ครั้งนี้ก็ยังใช้กระบวย เพียงแต่เป็นกระบวยเล็ก ของทั้งหมดแจกจ่ายเท่าๆ กัน อวี๋ลิ่งไม่ได้เอามากกว่าคนอื่น ไม่ได้เอาเปรียบ ณ ชั่วขณะนี้ ร่างของอวี๋ลิ่งในใจของชายฉกรรจ์จากแปดหมู่บ้านก็สูงเด่นขึ้นมาทันที นี่คือคนที่มีสัจจะ น่าเชื่อถือ ควรค่าแก่การไว้วางใจ ควรค่าแก่การฝากฝัง ทุกคนตัดสินใจในใจเงียบๆ ว่า หากวันหน้ามีเรื่องขัดแย้งอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ต้องมาหาอวี๋ลิ่ง ความจริงนี่ไม่ใช่ความเชื่อใจ นี่คือบารมี อวี๋ลิ่งเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีบารมี ทุกคนช่วยกันออกแรง ช่วยกันเอาชีวิตเข้าแลก ในความคิดของอวี๋ลิ่ง ของพวกนี้มันก็ควรแบ่งเท่าๆ กันอยู่แล้ว ไม่ถูกต้องหรือ?

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้