# บทที่ 25 ถูกคนจับจ้อง
“อ้าว พี่ลิ่งมาแล้ว!” “พี่ลิ่ง ทางเลนเดินยาก ลุงมีแรงเยอะ มาสิ มา ให้ลุงแบก...” ทุกคนที่เห็นอวี๋ลิ่งต่างเริ่มทักทายอย่างกระตือรือร้น มีทั้งที่เข้ามาตีสนิท แต่ส่วนใหญ่คือแสดงความเป็นกันเอง เพราะอวี๋ลิ่งให้ข้าวปลาอาหารเต็มกระบุงเสมอ ไม่เคยแกล้งสั่นให้มันหก พวกเสมียนบัญชีคนอื่นนี่ไม่ใช่คนเลย ตักขึ้นมาหนึ่งลิตรเสร็จก็จะกระแทกทีหนึ่งแรงๆ กระแทกทีนี้ข้าวด้านบนก็หายไปหนึ่งชั้น ยังไม่กล้าพูด พูดไปก็โดนตี พวกนายเวรที่คุมข้าวนี่ดุอย่างกับโจร ภายใต้การทำงานอย่างแข็งขันของคนรับใช้แรงงานสามวันเต็ม คูน้ำที่อุดตันก็ทะลุ ระดับน้ำในเมืองหลวงเริ่มลดลง น้ำเสียไหลตามคู สู่แม่น้ำใหญ่ไกลออกไป น้ำเสียลดลง ทิ้งโคลนเลนหนาเตอะไว้เบื้องหลัง น้ำลดแล้ว แต่ซากใต้โคลนต่างหากที่ทำให้คนเห็นความน่าสะพรึงของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ซากสัตว์นานาพันธุ์โผล่มุมหนึ่งออกมาในโคลน ขณะที่งานลอกโคลนเริ่มขึ้น ซากศพคนก็ถูกพบ ทั้งชายหญิงคนแก่เด็ก บางศพมีคนจำได้ ถัดจากนั้นก็คือเสียงหวีดร้องคร่ำครวญฟ้าดิน บางศพไม่มีผู้ใดมารับ ศพเหล่านั้นจะพบกับปลายทางเป็นกองไฟ ในหมู่คนเหล่านี้ อวี๋ลิ่งเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยไม่น้อย คู่ “พ่อลูกผู้น่าสงสาร” ก็ถูกพบเช่นกัน นี่คือการพบกันอีกครั้งของอวี๋ลิ่งกับสองคนนี้ หลังจากห่างหายหลายเดือน อวี๋ลิ่งได้แต่คิดว่าไอ้เด็กน้อยผู้น่าสงสารนั่นพ้นจากทุกข์แล้ว ถูกคนพวกชอบตัดแขนขาเด็กไปงมหากิน ทำเป็นเครื่องมือหาเงิน ในที่สุดก็พ้นจากทุกข์... อารมณ์ของอวี๋ลิ่งไม่ดีเลย สภาพน่าสยดสยองใต้โคลนกองใจร้ายกาจไปถึงหูไม่รู้จบตามคำเล่าขานของทุกคน ทำให้อวี๋ลิ่งเผลอคิดถึงตัวเองตลอด ถ้าตนไม่ถูกเก็บมาเลี้ยง... จะรอดตายอย่างฟลุ๊กในพายุฝนใหญ่นี้ได้ไหมหนอ เดินมาถึงโต๊ะทำงานตัวเองนั่งประจำที่ พวกเสมียนบัญชีที่มาถึงแล้วเห็นอวี๋ลิ่งมา ต่างพากันลุกขึ้น ประสานมือคำนับอวี๋ลิ่ง เป็นการทักทาย ในยุคนี้ คนมีความสามารถย่อมได้รับความเคารพนับถือ ที่สำคัญคืออวี๋ลิ่งยังหนุ่ม หนุ่มก็หมายถึงทุนและศักยภาพ อนาคตไกลเกินหยั่ง แต่ในวันแรกพวกเขาไม่ได้เป็นอย่างนี้... วันนั้นอวี๋ลิ่งเป็นคนคำนวณสถิติเสร็จเร็วที่สุด และไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่คนพวกนี้ที่ตะลึง แม้แต่ลูกชายของเชียนหู้ ซูหวายจิ่น ก็ยังอดมองอวี๋ลิ่งหลายตาไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงท่านปั๋วจ่างเลย ตอนที่พวกเขามาคิดบัญชี อวี๋ลิ่งก็คิดเสร็จแล้ว ท่านปั๋วจ่างกับอู๋ม่อหยางเป็นลูกผู้ชาย เรียกพี่ให้ทันที อวี๋ลิ่งก็ไม่หลงเชื่อแน่นอน แต่กลับรู้สึกว่าท่านปั๋วจ่างกับอู๋ม่อหยางคนนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง ไม่ว่าคนจะเป็นนักเลงหัวไม้แค่ไหน แต่กล้าทำกล้ารับ จริงๆ งานนี้ไม่ยาก แค่รวบรวมไม้ไผ่เสียบในตอนท้ายสุดก็พอ ไม้เสียบหนึ่งอันแทนข้าวหนึ่งลิตร การได้ไม้เสียบก็หมายความว่าทางด้านทะเบียนบ้านที่กรมการอำเภอได้ตรวจทานยืนยันแล้ว งานที่ยากที่สุดกรมการอำเภอทำเสร็จหมดแล้ว อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเสมียนบัญชี เหมือนคนแจกข้าวมากกว่า คนที่เหนื่อยสุดจริงๆ คือป้าเฉิน นางต้องก้มเอวซ้ำๆ ซ้ำๆ ตวงกระบุงตวงให้เต็ม อวี๋ลิ่งอยากหาคนมาเปลี่ยนนาง นางก็ไม่ยอม นางชอบงานให้ข้าวให้อาหารคนนี้ อวี๋ลิ่งก็มีไม้เสียบเป็นของตัวเองเหมือนกัน ซูหวายจิ่นเป็นคนดี ทุกเช้าตอนที่เขามา จะมอบไม้เสียบให้อวี๋ลิ่งหยิบหนึ่ง น้อยทีเจ็ดสิบแปดสิบอัน มากทีก็ร้อยสองร้อยอัน ทุกครั้งที่อวี๋ลิ่งมองเขา เขามักถ่อมตัวยักไหล่ แล้วบอกว่าเขาหยิบมั่วๆ รู้สึกว่าน้อยไปก็อย่ามาโทษเขา เขาบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะเห็นอวี๋ลิ่งทำงานน่าสงสาร เขาแค่หยิบยังขี้เกียจหยิบเลย พ่อเขาเป็นเชียนหู้ ระดับห้าฝู่ขั้นเต็ม ขั้นยศนี้ในราชสำนักถือเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นสูงแล้ว เป็นผู้ใหญ่ระดับชั้นกลางในจิ่นอีเว่ย บริหารเชียนหู้สัวแห่งหนึ่ง อวี๋ลิ่งคิดไม่ตก คุณชายสืบทอดตำแหน่งอย่างนี้ ทำไมถึงมาเล่นหัวกับคนอย่างท่านปั๋วจ่างได้ ถ้าแบ่งตามวงสังคม เขาควรไปเล่นกับลูกหลานขุนนางขั้นห้าฝู่ แต่ในสายตาของพวกเสมียนบัญชีคนอื่น อวี๋ลิ่งที่ไม่แอบยัดอะไรเข้ากระเป๋าตัวเองก็คือคนโง่ คนโง่เอกแห่งใต้หล้า พวกเสมียนบัญชีคนอื่นๆ หลังจากฟ้ามืดแล้วขนข้าวกลับบ้านทีละหลายร้อยชั่ง ถึงแม้ว่าข้าวจะไม่สะอาด กลับถึงบ้านเอากระด้งฝัดสิ่งเจือปนออกแล้วก็เป็นข้าวดี ตอนนี้เมืองหลวงพึ่งประสบภัยใหญ่ งัดมือหมุนขายก็ได้เงิน ตอนนี้ในตลาดเริ่มมีคนขายไม้เสียบกันแล้ว สิบอีแปะต่อไม้เสียบหนึ่งอัน ขายง่ายมาก คนที่ได้ไม้เสียบไปก็มาต่อคิวรับข้าวตอนเลิกงาน ไม้เสียบพวกนี้ก็คือพวกเสมียนบัญชีแอบเอาไปขายนั่นแหละ ทั้งหมดแอบหยิบตอนนายเวรไม่ทันสังเกต หลังจากอวี๋ลิ่งนั่งลงไม่นาน บัณฑิตหวังก็มา ตอนนี้เขาพึงพอใจในตัวอวี๋ลิ่งมาก เจอใครก็บอกว่าเด็กคนนี้คือศิษย์ของเขา เป็นเขาสอนออกมาทีละขั้นตอน ชื่อของบัณฑิตหวังเป็นที่รู้จักไปทั่วในงานบรรเทาภัยครั้งนี้ อวี๋ลิ่งย่อมไม่ไปปฏิเสธบัณฑิตหวัง กลับยินดีที่ได้อย่างนี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีใครถามว่าทำไมตัวเองถึงเก่งขนาดนี้ อวี๋ลิ่งก็บอกว่าเป็นเพราะบัณฑิตหวังสอนดี ถึงจะถูกสิ ว่าท่านอาจารย์สอนดี อวี๋ลิ่งไม่อยากถูกคนมองว่าเป็นตัวประหลาด มีศิษย์ชั้นยอดก็ต้องมีอาจารย์ผู้ประเสริฐ คนที่ใส่ใจก็ได้จดจำบัณฑิตหวังคนนี้ไว้แล้ว เตรียมรอให้งานวุ่นวายนี้จบแล้วไปถามว่าเชิญเขามาเป็นอาจารย์ที่บ้านต้องใช้เงินเท่าไหร่ บัณฑิตหวังเอาเป็ดย่างมาให้อวี๋ลิ่งตัวหนึ่ง แกะกระดาษน้ำมัน กลิ่นหอมฟุ้งจมูก อวี๋ลิ่งยิ้ม ฉีกน่องเป็ดยื่นให้บัณฑิตหวัง คอและหัวให้เสี่ยวเฝย ปีกสองข้างให้ป้าเฉิน บัณฑิตหวังไปหลายอยู่ที่แดดส่องไม่ถึง เขาไม่ชอบร้อน ร้อนทีไรเขาจะกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย กินน่องเป็ดพลางมองอวี๋ลิ่งพลางว่า
“งานชุมนุมกวีอะไรนั่นเลื่อนแล้ว เลื่อนไปกลางฤดูใบไม้ร่วง ตอนแรกก็ไม่อยากพาแกไป ใครจะคิดว่าแกจะทำให้ฉันหน้าใหญ่ใจโต เมื่อวานขุนนางขั้นเจ็ดฝู่ฉันยังเจอตั้งหลายคน!” พูดจบ เขาล้วงเงินกระจายออกมาจากอกกำหนึ่ง ยัดใส่อ้อมแขนอวี๋ลิ่งเลยทีเดียว เสียงกระซิบว่า “รับไว้แล้วรู้สึกผิด ฉันจะกินรวบคนเดียวไม่ได้ เงินเล็กๆ น้อยๆ นี้เอาไปซื้ออะไรที่แกชอบกินเถอะ!” บัณฑิตหวังเองก็คาดไม่ถึงว่าตัวเองผู้ไม่เก่งเรื่องสังคม จะมีชื่อเสียงวาบขึ้นมาเพราะอวี๋ลิ่งทำบัญชีในสถานที่ก่อสร้าง ข้าราชการถึงกับมาที่บ้าน เชิญเขาไปสอนหนังสือ นี่ทำให้หัวใจของบัณฑิตหวังที่เดิมทีหมดหวังในเส้นทางราชการ ค่อยๆ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขามีความหวังในราชการแล้ว เขาเริ่มฝันไปแล้วว่าตัวเองก้าวเข้าสู่สนามราชการ เป็นเก๋อเหล่า แบกสองเมืองหลวงกับสิบสามมณฑลไว้บนบ่า ที่มาวันนี้จริงๆ แล้วก็มาให้เงินอวี๋ลิ่งนั่นแหละ ไม่ให้เขาก็กระดากใจ เพราะเขาไม่ได้สอนวิชาเลขให้อวี๋ลิ่งเลย ที่เขามาให้เงินอวี๋ลิ่งมีจุดประสงค์สองอย่าง อย่างแรกคือขอบคุณที่อวี๋ลิ่งยกย่องเขา ตราบใดที่มีคนชมว่าทำไมอวี๋ลิ่งถึงเก่งนัก อวี๋ลิ่งจะพูดใส่หน้าคนว่า “อาจารย์บัณฑิตหวังของข้าเป็นผู้มีความสามารถล้นฟ้า” ข้าเป็นแค่ศิษย์ไม่เอาถ่านคนหนึ่งใต้ชื่อของอาจารย์ เหตุผลข้อที่สองที่บัณฑิตหวังมาที่นี่วันนี้ก็คือหวังว่าอย่าเอาเรื่องที่เขาไม่ได้สอนวิชาเลขไปโพนทะนาออกมา เรื่องนี้เขาไม่ได้สอนอวี๋ลิ่งจริงๆ อวี๋ลิ่งเคี้ยวน่องเป็ดหัวเราะตอบว่า “อาจารย์สอนดีจริงๆ ต่อไปไม่ว่าใครมาถาม ความรู้ของข้าก็ล้วนเป็นอาจารย์สอนทั้งนั้น ถ้าไม่มีอาจารย์ ต่อให้เขียนหนังสือข้าก็ยังไม่เป็นเลย!” อวี๋ลิ่งเก็บเงินแล้ว พูดอย่างนี้แล้ว บัณฑิตหวังดีใจสุดๆ เขาเขมือบกัดน่องเป็ดคำใหญ่ ก็รู้สึกว่าเป็ดย่างที่เคยกินจนเลี่ยน วันนี้กลับเอร็ดอร่อยถึงขนาดนี้ อดไม่ได้ที่จะกัดคำใหญ่อีกคำ ... บัณฑิตหวังไปแล้ว เขาบอกว่าจะไปเป็นแขกที่บ้านสกุลหนึ่ง ตอนไปก็ลูบไหล่อวี๋ลิ่งอย่างสนิทสนมนัก มองเขานอนพาดอยู่บนหลังของชายกำยำ อวี๋ลิ่งต้องทอดถอนใจว่าบัณฑิตหวังรู้จักใช้ชีวิต นี่เป็นวิธีการที่ดีจริงๆ เดินผ่านทางโคลน ตัวก็ยังสะอาดสะอ้าน ดูท่าเรือนที่เขาจะไปนั่น เขาให้ความสำคัญมาก เพราะให้ความสำคัญจึงต้องไปพบอย่างสะอาดสะอ้าน เสียงร้องนำลากกระทุ้งของชายฉกรรจ์ดังขึ้น การครุ่นคิดของอวี๋ลิ่งถูกขัดจังหวะ เผลอแหงนหน้ามองไปไกลๆ ปมสงสัยในใจหลายปีคลี่คลาย ก่อนหน้านี้ อวี๋ลิ่งนึกมาตลอดว่ากำแพงเมืองก่อด้วยอิฐซ้อนๆ กัน เพิ่งวันนี้ถึงได้รู้ว่าไม่ได้ใช่เรื่องอย่างนั้นเลย อิฐคือพื้นผิว ด้านในเป็นดินอัด เมื่อวานนี้ทุกคนยุ่งกับการนำดินเหลือง ฟางข้าว ปูนขาว มาผสมเข้าด้วยกัน วันนี้ส่วนหนึ่งยังทำงานเมื่อวานอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งเริ่มยกเครื่องตีดิน ถือไม้กระทุ้งดิน ในเสียงร้องนำ ตีดินที่ผสมแล้วอัดแน่นทีละชั้นๆ ตรงสุดกำแพงเมืองนั้น นายงานสวมชุดสีดำเดินตรวจไปมา ขุนนางกรมโยธาถือเหล็กประหลาดไม่รู้จักชื่อ เอาไปฟาดลงบนดินอัดเป็นระยะ เขาพยักหน้าก็ถมดินตีต่อได้ เขาสั่นหัว ทุกคนต้องกลับไปที่เดิม หยิบเครื่องมือแล้วอัดอีกรอบ เมื่อไหร่เขาพยักหน้า เมื่อนั้นถึงจบ การควบคุมคุณภาพการอัดดินของคนกลุ่มนี้เข้มงวดจนน่าขนลุก อวี๋ลิ่งกำลังรอเลิกงาน จะได้ยุ่งเสร็จกลับบ้าน วันนี้มีเงินแล้ว อวี๋ลิ่งเตรียมไปซื้อของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ให้เมิ่นเมิ่น ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณพ่อคนนี้ทำหน้าที่พ่อยังไง เมิ่นเมิ่นตัวโตป่านนี้มีแค่ตุ๊กตาเสือผ้าตัวเดียว แหวนเก้าปม กุญแจหลู่ปาน ลูกข่าง ว่าว กระโดดหนังยาง ไม่มีเลยสักอย่าง อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีเงินแล้ว จะซื้อทั้งหมดนี่ไปให้เมิ่นเมิ่นจนครบ เมื่อเสียงฆ้องทองเหลืองเลิกงานดังขึ้น อวี๋ลิ่งก็เริ่มยุ่งวุ่นวายอีกครั้ง พวกอู๋ม่อหยางก็ไม่รู้โผล่ออกมาจากไหน ถือไม้พลองกันคนละอัน หน้าที่ของพวกเขาตอนนี้จะว่าฟังดูดีก็คือรักษาความเป็นระเบียบ จะว่าฟังแล้วไม่ดีก็คือทำหน้าที่ตีคน เพราะว่าฝั่งอวี๋ลิ่งให้ข้าวเต็ม ไม่มีการตักเสร็จแล้วกระแทกที พอเรื่องนี้แพร่ออกไป ทุกคนยอมต่อแถวยาว ก็จะรับข้าวจากอวี๋ลิ่ง ไม่ยอมไปเสมียนบัญชีคนอื่น คนยิ่งเยอะก็ยิ่งง่ายที่จะวุ่นวาย เรื่องแซงคิวเกิดขึ้นบ่อยๆ หนึ่งการแย่งกันด้วยปากก็ทำให้คนสองพวกเริ่มตั้งแถวปะทะกันได้ เหอเป่ย์ปะทะจิงเจ้า ส่านซีปะทะซานตง แต่ละคนดูซื่อๆ ทึ่มๆ มาถึงที่นี่กลับกร่างขึ้นมาทันที ตราบใดมีคนก่อความวุ่นวาย ไอ้พวกคุณชายเศรษฐีกลุ่มนี้ก็กรูกันเข้าไปตี พวกเขาชอบงานนี้ ต่อให้ตัวเปื้อนโคลนทั้งตัวก็ไม่ยอมจาก อยากให้มีคนแซงคิวจะตาย ขุนนางกรมโยธามาครั้งหนึ่ง ชมพวกเขาสองสามคำ พวกเขาก็ยึดเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที อวี๋ลิ่งกำลังเก็บไม้เสียบอย่างบ้าคลั่ง ไกลออกไป พระสามรูปนั่งนิ่งในพื้นโคลนท่องคาถาอุทิศแก่ผู้วายชนม์ แต่หางตาของพวกเขาสามคนกำลังชำเลืองมองอวี๋ลิ่งอยู่ “ธูปจู๊ เด็กคนนั้นน่าจะเป็นไอ้ขี้น้ำตาลทรายละ ก่อนหน้านี้ตามไอ้หมาขี้เรื้อน เดือนสี่ก็หายไป ตอนปรากฏอีกทีก็เป็นเด็กบ้านตระกูลอวี๋!” “บ้านตระกูลอวี๋ก่อนหน้านี้ไม่มีลูกเหรอ” “ถามแล้ว เพื่อนบ้านรอบๆ บอกว่าแต่ก่อนท่านเศรษฐีอวี๋ไม่มีลูก อวี๋ลิ่งคนนี้ปรากฏตัวขึ้นตรงกับช่วงที่ไอ้ขี้น้ำตาลทรายหายตัวไปเลย!” “พวกเขาบอกว่าเด็กคนนี้มาจากเมืองซีอันฝู่ เป็นคนบ้านเก่าของท่านเศรษฐีอวี๋” “แล้วไอ้เจ้าที่ชื่อเสี่ยวเหล่าหู่ล่ะ” “อันนี้ตอนนี้ยังสืบไม่ถึง ข้าน้อยคิดว่าคงตายแล้ว หรือไม่ก็ถูกคนซื้อไป” ชายที่ถูกเรียกว่าธูปจู๊พยักหน้า น้ำเสียงเฉยชา: “หาโอกาสหลอกมา ข้าเตรียมจะสอบถามมันด้วยตัวเอง” “ธูปจู๊ ข้าน้อยขอพูดบางอย่างที่ไม่สมควร ไอ้หนูนี่ต่อให้เป็นไอ้ขี้น้ำตาลทรายจริง แต่มันถูกคนอุปถัมภ์อยู่ตอนนี้ พวกเราจะต้องทำเรื่องพวกนี้เพื่อไอ้เด็กกากๆ คนนึงทำไม!” ธูปจู๊ได้ฟังก็หรี่ตาลง เสียงเนิบว่า
“ไอ้หนูนี่ก่อนหน้านี้เป็นขโมย ข้าสงสัยว่าเรื่องที่พวกหนหวี่เจินกับนายร้อยอู๋ถูกขโมยป้ายอาญาสิทธิ์ เป็นฝีมือของไอ้หนูนี่ แล้วป้ายความผิดให้คนอื่น!” คิดถึงตรงนี้ หัวใจธูปจู๊ก็แทบเลือดหยด ก็เพราะไอ้สารเลวไอ้หมาขี้เรื้อนนั่น แกนนำของนิกายถูกตงฉ่างกับจิ่นอีเว่ยถลุงตายไปยี่สิบกว่าคน หมากที่ซ่อนอยู่ในเมืองหลวงตั้งหลายปีแทบถูกเก็บกวาดเรียบ ถ้าไม่ใช่พายุฝนใหญ่นี่มาช่วยไว้ทัน ก็คือถูกทำลายราบคาบ แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือไอ้เด็กกระจอกคนนึง แต่พวกสามกระบี่เก้าแปะในเมืองหลวงเขาถามไปหมดแล้ว ไม่มีใครทำเรื่องนี้ ดังนั้นเขาต้องคิดหาทางจับตัวอวี๋ลิ่งมาอยู่ตรงหน้า เขาจะสอบสวนอวี๋ลิ่งด้วยตัวเอง เขามีวิธีถมไป แค่ “อูเซียง” ขนาดขี้ตาสักนิด ก็สามารถเปลี่ยนหญิงมีศีลให้กลายเป็นน้ำตาลเหลวเหนือไฟ เปลี่ยนชายชาตรีร่างเหล็กให้กลายเป็นขี้น้ำมูก นับประสาอะไรกับเด็กคนนึงเล่า (ข้อความแนบท้าย: อูเซียง ก็คือฝิ่น สมัยราชวงศ์หมิงถ่ายทอดสู่ต้าหมิงจากประเทศเจียวจื่อเป็นต้น เล่ากันว่าหมิงเสินจงก็ติดอูเซียง) ท่านอาจารย์หวังเซินผู้ก่อตั้งครานั้นเคยช่วยเหลือจิ้งจอกตัวหนึ่ง จิ้งจอกซาบซึ้งคุณที่ช่วยชีวิต ตัดหางตัวเอง ถ่ายทอดวิชายั่วยวนต่างกลิ่น “ลัทธิเหวินเซียง” ก็ได้ชื่อมาจากสิ่งนี้ เล่ากันว่าคนที่ได้กลิ่นนี้ จะถูกลวงให้เกิดภาพหลอน! ธูปจู๊เป็นคนภายใน ถูกเจ้าลัทธิประทานกลิ่นนี้ให้ เขารู้ว่ากลิ่นที่ว่านั่นคือกลิ่นไหน บนตัวเขาก็มี ดมทุกวัน ดมแล้วล่องลอยราวเทพารักษ์ เขาได้พบพระพุทธเจ้าจริงๆ “ยังสืบพบอะไรอีกหรือไม่” “ท่านเศรษฐีอวี๋เป็นผู้จิตใจดีศรัทธาในพระพุทธ!” ธูปจู๊หัวเราะ สีหน้ากลับเคร่งขรึมขึ้นมา: “อมิตพุทธ บัดนี้ เด็กคนนั้นมีวาสนากับนิกายของเรา เด็กคนนี้คือบุตรแห่งปัญญาและบุญกุศล พรุ่งนี้ข้าจะไปถามท่านเศรษฐีอวี๋ ดูว่าเต็มใจจะยกเด็กคนนี้ให้เป็นลูกของพระมหากรุณาโพธิสัตว์กวนอิมหรือไม่ คุ้มครองให้เด็กคนนี้เติบโตอย่างราบรื่น มีปัญญา เฉลียวฉลาด สุขภาพดี อายุยืนยาว!” นายเวรคนหนึ่งเดินผ่านไป ทั้งสามคนพนมมือ: “อมิตพุทธ!” (กำแพงเมืองซีอันในตอนแรกเป็นโครงสร้างดินอัด จนกระทั่งสมัยหลงชิ่งแห่งราชวงศ์หมิงจึงได้ก่ออิฐที่ผิวนอกของกำแพงดินอัด ช่วงแรกของการปฏิรูปและเปิดประเทศ หลายคนเอาอิฐกำแพงเมืองกลับไปสร้างส้วม ตอนซ่อมแซมกำแพงเมืองจึงได้คืนกลับมาเพียงส่วนหนึ่ง ปัจจุบันส่วนที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นกำแพงเมืองช่วงใกล้หอวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จัตุรัสซินเฉิง ซึ่งเป็นซากกำแพงเมืองจวนฉินอ๋อง มองเห็นดินเหลืองได้ เป็นของเดิมที่ไม่ได้ถูกแตะต้อง)