สามก๊ก

0001

11 นาที· 2.4K คำ

# บทที่ 1 รับตำแหน่ง

ศักราชกวงเหอปีที่สาม เวลาเที่ยงวันหนึ่งในต้นเดือนเก้า

ภายนอกศาลาฝานหยางมีชายหนุ่มผู้หนึ่งควบม้ามา อายุราวยี่สิบปี สวมเครื่องคู่เสวี๋ย(1) ศีรษะไม่ได้สวมกวาน เพียงโพกผ้าเจ๋อจิน(2) เอวคาดดาบหวนโฉ่ว(3) เล่มหนึ่ง อันว่าเครื่อง "คู่เสวี๋ย" นั้นเป็นของนอกแดน มาแต่ชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ มีรูปทรงคล้ายเสื้อกับกางเกงในชั้นหลัง

ชายผู้นั้นชื่อซุนเจิน เป็นนายกองศาลาฝานหยางคนใหม่

ถึงแม้ย่างเข้าฤดูสารทแล้ว ทว่าด้วยที่เรียกกันว่า "เสือสารท"(4) อากาศก็ยังร้อนระอุอยู่ ซุนเจินยังรอนแรมมาใต้แสงตะวันเกือบครึ่งวัน เหงื่อโซมทั้งหน้าผากและใบหน้า ครั้นถึงหน้าเรือนศาลา เขารั้งบังเหียนม้าหยุดไว้ ดึงปลายแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อ แล้วเหลียวสายตามองไปรอบด้าน

เฉกเช่นเรือนศาลาส่วนใหญ่ในเขตแว่นแคว้น ศาลาฝานหยางก็ตั้งอยู่ ณ ชุมทางสำคัญ

เบื้องหน้าหอเรือนศาลา เป็นถนนหลวงอันตรงและกว้างขวาง ก็คือเส้นทางที่เขาเดินทางมานั่นเอง

สองฟากถนนหลวงนั้นเป็นทุ่งข้าวสาลีกว้างใหญ่

ปีนี้ดินฟ้าอากาศดี ครั้นย่างสารทแล้วฝนก็ต้องตามฤดู ข้าวสาลีฤดูหนาวในนาเขียวชอุ่ม ยามลมพัดต้นกล้าสีเขียวก็ไหวเอนขึ้นลงไม่หยุด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ปนไอร้อนโชยกระทบจมูกมา แลไปไกล ๆ เห็นทาสนาและบ่าวไพร่(5) สองสามคนนุ่งกางเกงขาสั้น เปลือยท่อนบน ตรากตรำทำงานอยู่ในระหว่างนั้น

เพิ่งพ้นเที่ยงวันมาไม่นาน บนถนนมีรถม้าไปมาและผู้คนสัญจรอยู่มาก

มีทั้งบัณฑิตนุ่งห่มผ้าเรียบสวมรองเท้าผ้า มีทั้งพ่อค้าแต่งกายลวดลายงดงาม และมีราษฎรสามัญ(6) นุ่งห่มดำบ้างขาวบ้าง ด้วยว่าบ้านเมืองไม่สงบ หนทางไม่ปลอดภัย ผู้สัญจรจึงพากันพกพามีดสั้นกระบี่ยาวติดตัว

ซุนเจินบ่ายหัวม้าหลีกทางให้เกวียนเทียมโคเล่มหนึ่งที่แล่นสวนมา

ในเกวียนมีบัณฑิตชราผู้หนึ่งสวมกวานสูงคาดแพรกว้างนั่งอยู่ เครื่องนุ่งห่มเรียบร้อย นั่งสงบเสงี่ยมอย่างผู้มีสง่า ข้างกายมีเด็กน้อยอายุเจ็ดแปดขวบคนหนึ่ง ยามสวนทางกัน เด็กน้อยชะเง้อมองซุนเจินด้วยความสงสัย

เด็กน้อยผิวพรรณผ่องใส ดังปั้นด้วยแป้งสลักด้วยหยก นั่งคุกเข่าใต้ประทุนเกวียน ตั้งเอวตรงราวกับผู้ใหญ่ย่อส่วน น่ารักนักหนา

ซุนเจินยิ้มตอบเด็กน้อยอย่างไมตรี โคที่ลากเกวียน ทั้งล้อและตัวเกวียนล้วนเปื้อนฝุ่นธุลี ดูเหน็ดเหนื่อยจากการรอนแรม เห็นทีจะมาแต่ทางไกล เฒ่าผู้นี้คงมาแต่ต่างถิ่น พาหลานเข้าไปเยี่ยมมิตรสหายในเมือง

หากเลียบถนนหลวงตรงไป พ้นไปหลายสิบลี้ก็จะถึงเมืองอำเภอเองอิม

เองอิม (คือเมืองสวี่ชางในปัจจุบัน) ตั้งอยู่ในเขตชั้นใน ขึ้นต่อเมืองเองฉวน เป็นที่ชุมนุมของผู้มีความรู้ ในเมืองมีตระกูลใหญ่เลื่องชื่ออยู่สองตระกูล ตระกูลหนึ่งคือตระกูลเล่า อีกตระกูลหนึ่งคือตระกูลซุน ตระกูลเล่านั้นสืบเชื้อสายจาก "ฉีเป่ยเจินอ๋อง"(7) แห่งราชวงศ์ฮั่นต้น ส่วนตระกูลซุนนั้นเป็นเชื้อสายของซุนเขวี่ยง(8) ปรมาจารย์สำนักหยูแห่งยุครณรัฐ

ซุนเจินก็ถือกำเนิดในตระกูลซุนนี้เอง

ครั้งเกิดโรคห่าใหญ่เมื่อหลายปีก่อน บิดามารดาของเขาก็ล้มตายตามกันไป เหลือแต่เขาผู้เดียว อาศัยบุญเก่าของบรรพชน ในบ้านมีคฤหาสน์อยู่หนึ่งแห่ง นาดีอยู่หลายร้อยหมู่ เทียบกับคนในตระกูลด้วยกันแล้ว เทียบเบื้องสูงยังไม่ถึง เทียบเบื้องต่ำก็ยังเหลือเฟือ นับว่าเป็นเรือนชนชั้นกลาง

เกวียนโคแล่นจากไปไกลส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ใจของซุนเจินก็หวนกลับมาสู่เบื้องหน้าโดยเร็ว

เขากระโจนลงจากหลังม้า จัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วเดินมาเบื้องหน้าเรือนศาลา

"อันคำว่าศาลา ก็คือที่หยุดพักนั่นแหละ"

อันว่า "ศาลา" ตามหัวเมืองนั้น ไม่เพียงเป็นหน่วยรักษาความสงบชั้นรากฐานที่สุดเท่านั้น หากยังมีหน้าที่รับรองขุนนางที่ผ่านไปมา และจัดที่พักให้ราษฎรผู้เดินทางไกลด้วย ฉะนั้น "เรือนศาลา" จึงค่อนข้างใหญ่โต

เองอิมเป็นอำเภอใหญ่ ศาลาฝานหยางก็เป็นศาลาใหญ่อันดับต้น ๆ ในอำเภอ หน้าเรือนศาลาจึงดูสง่าผ่าเผยยิ่ง

แม้อยู่ห่างไกลก็แลเห็นในเขตเรือนศาลามีเสาต้นหนึ่งสูงกว่าหนึ่งวาตั้งตระหง่านขึ้นไป ปลายบนของเสามีแผ่นไม้ใหญ่สองแผ่นไขว้พาดขวางกัน สิ่งนี้มีนามว่าหัวเปี่ยว หรือเรียกว่าหวนเปี่ยว(9) เป็นแบบแผนตกทอดแต่ครั้งโบราณ ใช้บอกทิศทางถนนแก่ผู้สัญจร ทำเป็นหลักหมายทาง ทั้งยังเป็นเครื่องหมายของศาลาด้วย

ครานี้เมื่อมาถึงใกล้ ก็แลเห็นแจ่มชัดยิ่งขึ้น เห็นแต่ว่าเรือนศาลากินเนื้อที่กว้างขวาง ฐานรากสูงพ้นพื้นดิน มีบันไดแผ่นหินเชื่อมต่อกับถนนหลวง

ยืนอยู่ใต้ฟ้าครามและเมฆขาว ตั้งอยู่ระหว่างทุ่งข้าวสาลีกับถนนหลวง เขายืนมองอยู่นอกประตูครู่หนึ่ง รู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกตาในคราวเดียว

ที่คุ้นเคยนั้นคือ ครั้งเดินทางท่องเที่ยวแต่ก่อน เคยเห็นเรือนศาลาทำนองนี้มาไม่น้อย ที่แปลกตานั้นคือ อีกไม่ช้าตนจะได้เป็นเจ้าของเรือนศาลาตรงหน้านี้ มีความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่งที่ยากจะกล่าวเป็นถ้อยคำ

"ที่นี่ก็คือที่ซึ่งข้าจะพำนักอยู่ยาวนานต่อไปแล้ว ข้ามาสู่ยุคสมัยนี้ก็ถึงสิบปีเข้า ลำบากตรากตรำมานับพัน ในที่สุดก็ได้กุมอำนาจศาลาแห่งหนึ่ง แม้เขตที่ปกครองจะมีเพียงสิบลี้ ทว่าก็พอนับได้ว่าจะเริ่มลงมือ 'การใหญ่' ได้แล้ว"

ครั้นรำพึงล้อตนเองอยู่สองสามคำแล้ว เขาก็จูงม้าก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น เบื้องแรกเป็นประตูใหญ่บานหนึ่ง

ในเรือนยามข้างประตูมีทหารเฒ่าผู้หนึ่งนั่งอยู่ ครั้นเห็นเขาขึ้นมาก็เดินออกจากเรือน ถามอย่างอ่อนโยนว่า "มาขอพักแรมหรือ หรือว่ามีธุระ"

"ข้าพเจ้าชื่อซุนเจิน"

ทหารเฒ่ายืดกายตรง ถามว่า "ใช่นายกองศาลาคนใหม่หรือไม่"

"ใช่แล้ว"

"อุ๊ย ขอท่านได้โปรดอภัยที่ข้าน้อยตาถั่ว" ทหารเฒ่าครั่นคร้ามยิ่งนัก รวบชายเสื้อขึ้นจะคุกเข่าคำนับ

ซุนเจินรั้งเฒ่าไว้ หัวเราะว่า "ไม่ต้องถึงเพียงนี้ดอก" แล้วกวาดตามองเฒ่าอีกหลายที เห็นเฒ่าทั้งผอมทั้งเล็ก บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นราวกับเขาลำเนาห้วยเหว จึงเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า "เมื่อวันก่อนข้าไปเยือนท่านเจิ้ง ได้ยินท่านเอ่ยถึงว่า ติงฟู่(10) แห่งศาลานี้ชื่อฮองตง ใช่ตัวเจ้าหรือไม่"

"ข้าน้อยนี่แหละขอรับ"

อันว่า "ท่านเจิ้ง" นั้นชื่อเจิ้งตั๋ว เป็นนายกองศาลาคนก่อน ด้วยเมื่อปีกลายช่วยเหลือราษฎรในคราวโรคห่าใหญ่ได้ผลดี ผลการตรวจราชการดีเยี่ยม จึงได้รับเลื่อนขึ้นไปประจำที่อำเภอ

อันว่า "ติงฟู่" นั้นเป็นผู้ช่วยคนหนึ่งของนายกองศาลา

"ศาลา" แม้เป็นหน่วยชั้นรากฐานที่สุด แต่ก็ดูแลพื้นที่โดยรอบสิบลี้ ฉะนั้นภายใต้นายกองศาลาจึงมีลูกขุนพลอยู่อีก เป็นมือซ้ายมือขวาเรียกต่างกันว่า ฉิวเต้ากับติงฟู่ ฉิวเต้านั้น "ว่าด้วยการจับกุมโจรผู้ร้าย" ส่วนติงฟู่ "ว่าด้วยการเปิดปิดและกวาดล้างความสะอาด" หากในเขตปกครองมีครัวเรือนราษฎรมาก ก็จะมีพลศาลาอีกหลายคน มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กรณีจะต่างกันไป

มุมปากของซุนเจินผุดรอยยิ้มขึ้น รำพึงในใจว่า "ฮองตง ฮองตง ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้ ยังทำเอาข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง บัดนี้เมื่อพิเคราะห์ดู ชื่อนี้ตั้งได้เหมาะเจาะแท้ ต้องกับโหงวเฮ้งยิ่งนัก สมเป็น 'เฒ่าฮองตง' จริง ๆ"

ฮองตงกล่าวอย่างนอบน้อมเกร็งกาย "เพิ่งจะได้รับหนังสือแจ้งจากอำเภอเมื่อวานนี้เอง ไม่คาดว่าท่านซุนจะมาถึงในวันนี้ ข้าน้อยจึงไม่ทันได้ออกไปต้อนรับถึงเขตศาลา ขอท่านได้โปรดยกโทษด้วย… คนอื่น ๆ ยังอยู่ในเรือน ท่านซุนโปรดคอยสักครู่ ข้าน้อยจะไปเรียกพวกเขาออกมา"

"ไม่ต้องดอก ข้าเข้าไปเองก็สิ้นเรื่อง"

ครั้นก้าวขึ้นบันได ซุนเจินชายตามองเข้าไปในเรือนยามข้างประตู เครื่องเรือนภายในเรียบง่าย มีเพียงแคร่หนึ่งโต๊ะเตี้ยหนึ่งเท่านั้น

บนผนังในเรือนยามปิดรูปวาดไว้เกือบยี่สิบแผ่น ด้วยอยู่ห่างไกลจึงมองไม่ถนัด เห็นเลา ๆ ว่าคนในรูปมีทั้งผู้เฒ่าและผู้หนุ่ม รูปวาดแต่ละแผ่นด้านซ้ายล้วนเขียนอักษรไว้หลายบรรทัด ด้านขวาเป็นตราประทับสีแดงสด

"เหล่านี้ล้วนเป็นนักโทษคนสำคัญที่ราชสำนักประกาศจับหรือ"

"ขอรับ มีทั้งของเมืองเรา และของเมืองอื่น ๆ ด้วย"

อันการปิดรูปวาดนักโทษที่ประกาศจับไว้ในเรือนศาลานั้น เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาแต่ครั้งราชวงศ์ฉินก่อน ประการหนึ่งเพื่อสะดวกแก่ราษฎรที่ผ่านไปมาจะได้แจ้งเบาะแส อีกประการหนึ่งขุนนางศาลาก็อาจอาศัยรูปวาดตรวจตราผู้สัญจรได้ ปลายสมัยซินหมั่ง(11) เล่าแปะสินผู้พี่ของพระเจ้ากวงอู่ ก็เคยได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนี้มาแล้ว ด้วยเหตุก่อการชุมนุมผู้คนลุกฮือขึ้น

ซุนเจินพยักหน้า ไม่ได้เดินเข้าไปพินิจให้ละเอียด ก้าวเข้าไปในลานเรือน

ครั้นเข้ามาในลานแล้วจึงสังเกตเห็นว่า เรือนศาลามีสองชั้นเรือนหน้าหลัง

ลานเรือนข้างหน้านี้ค่อนข้างเล็ก ตรงกลางเป็นที่ว่าง หวนเปี่ยวที่แต่แรกเขาแลเห็นแต่ไกลก็ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่นี้เอง

ด้านขวามีเรือนสามห้อง เป็นห้องโถงหนึ่ง ห้องนอนสอง เป็นแบบ "หนึ่งโถงสองห้อง"(12) ตามแบบแผนดั้งเดิม ข้าง ๆ มีห้องเล็กห้องหนึ่งเป็นครัวไฟ

ด้านซ้ายปลูกโรงม้าไว้ ขนาดพอจุม้าได้สองสามตัว ทว่าบัดนี้ภายในว่างเปล่า ไม่มีม้าแม้แต่ตัวเดียว

ข้างโรงม้าเป็นสุ่มไก่ มีไก่อยู่สี่ห้าตัวเกาะอยู่บนราวไม้หน้าสุ่มพอดี ครั้นเห็นมีคนเข้ามาก็ส่งเสียงร้อง "กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก" ขึ้น ข้างสุ่มไก่เป็นเว็จ

ฮองตงจูงม้าเข้าไปในโรง แล้วร้อง "ชู่ ชู่" ไล่ไก่เข้าสุ่ม เดินกลับมาอยู่ข้างกายซุนเจิน แนะนำอย่างเอาใจใส่ว่า "ลานเรือนข้างหน้านี้เป็นที่พักของพวกข้าน้อย ส่วนที่พักของท่านซุนอยู่ลานเรือนข้างหลัง"

"ลานเรือนข้างหลังหรือ"

"ขอรับ ลานเรือนข้างหลังกว้างขวางและสงบเงียบ ครั้งท่านเจิ้งคนก่อนยังอยู่ ก็พำนักที่ลานเรือนข้างหลังนี้เอง"

ซุนเจินเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ประตูลานเรือนข้างหลังแง้มปิดไว้ ลอดผ่านช่องประตูเข้าไปพอแลเห็นรำไรว่าในนั้นมีชายคาเรือนเชิดงอน กลางลานมีต้นอวี๋(13) ใหญ่ต้นหนึ่ง เพิ่งย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง แม้บนพื้นจะมีใบไม้ร่วงอยู่บ้าง ทว่ากิ่งใบยังคงหนาแน่น เพิ่มความร่มรื่นให้แก่ "ลานศาลา" อยู่บ้าง

ฮองตงแนะนำต่อไปว่า "หากมีขุนนางหรือราษฎรมาขอพักแรม ก็ให้พักที่ลานเรือนข้างหลังทั้งสิ้น"

กล่าวมาถึงตรงนี้ เขานึกอะไรขึ้นได้ หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "เมื่อเดือนหก ราชสำนักมีพระราชโองการเสาะหาผู้มีปัญญา มีอาจารย์แซ่อ้วนผู้หนึ่งจากเมืองยหวีหนานได้รับการเสนอชื่อ รับพระราชโองการเดินทางเข้าเมืองหลวง ด้วยฟ้ามืดค่ำต้องห้ามสัญจรยามราตรี จึงมาขอพักแรมที่ศาลานี้ ครั้นพักอยู่คืนหนึ่งแล้วก็พอใจยิ่งนัก ฝากลายมือไว้บนผนังแผ่นหนึ่ง ท่านซุนจะใคร่ไปชมหรือไม่"

ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "ไม่ต้องรีบดอก ลายมืออยู่บนผนัง ก็หนีไปไหนไม่ได้ จะชมเมื่อใดก็ได้ทั้งนั้น" แล้วมองไปทางลานเรือนข้างหลัง มองไปทางเรือนด้านขวาอีกที จึงถามว่า "คนอื่น ๆ ในศาลาอยู่ที่ไหนกันเล่า"

ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง มาถึงตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว นอกจากฮองตงที่เข้าเวรอยู่หน้าประตู กลับไม่มีผู้ใดออกมาต้อนรับสักคน แม้พวกเขาอาจไม่รู้ว่าซุนเจินจะมาถึงในวันนี้ ทว่าเมื่อครู่ตอนจูงม้าเข้าลาน ไก่ก็ขันเอ็ดอึง เสียงดังไม่น้อย เหตุใดจึงไม่ได้ยินกันเลยหรือ

"อยู่ที่ลานเรือนข้างหลังกันหมดขอรับ"

ซุนเจินแปลกใจอยู่บ้าง คิดในใจว่า "ไม่เข้าเวรที่ลานหน้า กลับวิ่งไปลานหลังทำไมกัน" แม้จะแปลกใจ ทว่าเขาไม่ได้ไต่ถาม กลับกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็รบกวนเจ้านำทางไปข้างหน้า พาข้าไปพบบรรดาผู้คนในศาลาหน่อยเถิด"

ฮองตงขานรับ ก้มหลังค้อม เดินเฉียงตัวนำทาง พาซุนเจินมุ่งไปยังลานเรือนข้างหลัง

---

## เชิงอรรถ

(1) **คู่เสวี๋ย** — เครื่องแต่งกายอย่างชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วยเสื้อกับกางเกง คล้ายเครื่องแต่งกายชั้นหลัง (2) **เจ๋อจิน** — ผ้าโพกศีรษะของชาวฮั่น สวมแทนหมวกมงกุฎ (3) **ดาบหวนโฉ่ว** — ดาบด้ามปลายทำเป็นห่วงกลม เป็นอาวุธประจำกายยุคฮั่น (4) **เสือสารท** — คำเรียกอากาศที่ยังร้อนแรงในช่วงต้นฤดูสารท ราวกับเสือดุร้าย (5) **บ่าวไพร่** — ไพร่ในสังกัดเจ้าที่ดิน คู่กับ "ทาสนา" ผู้ทำไร่ไถนาให้นายเงิน (6) **ราษฎรสามัญ** — แปลตามตัวว่า "หัวดำ" เป็นคำเรียกราษฎรสามัญแต่ครั้งโบราณ (7) **ฉีเป่ยเจินอ๋อง** — อ๋ององค์หนึ่งแห่งราชวงศ์ฮั่นตอนต้น ต้นสายตระกูลเล่าแห่งเองอิม (8) **ซุนเขวี่ยง** — หรือซหวินจื่อ ปรมาจารย์สำนักหยู (ขงจื๊อ) แห่งยุครณรัฐ ต้นตระกูลซุน (9) **หัวเปี่ยว / หวนเปี่ยว** — เสาสูงปลายมีแผ่นไม้ไขว้ ใช้เป็นหลักหมายบอกทางและเครื่องหมายของศาลา (10) **ติงฟู่ (รองหัวหน้าศาลา)** — ผู้ช่วยนายกองศาลา ทำหน้าที่เปิดปิดประตูและกวาดล้างความสะอาด (11) **ซินหมั่ง** — ราชวงศ์ซินของอ๋องมั่ง (หวังหมั่ง) ที่คั่นระหว่างราชวงศ์ฮั่นตะวันตกกับฮั่นตะวันออก (12) **หนึ่งโถงสองห้อง** — ผังเรือนมาตรฐานยุคฮั่น มีห้องโถงหนึ่งห้องและห้องนอนสองห้อง (13) **ต้นอวี๋** — ไม้ยืนต้นวงศ์เอล์มชนิดหนึ่ง

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้