นางกำลังลอบนินทาอยู่ในใจ ก็ได้ยินเหลียงตี้เผยที่นั่งอยู่เบื้องบนถามขึ้นอีกว่า “น้องหญิงทั้งหลายยังมีข้อคัดค้านหรือไม่?”
ฉีเมี้ยวหงุดหงิดยิ่งนัก “กำหนดแล้วก็คือกำหนด จะให้ไปพำนักที่ใดก็ไปที่นั่น ไยต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้”
เหลียงตี้เผยจึงแสดงท่าทีเข้าอกเข้าใจอย่างยิ่ง “น้องหญิงฉีพูดเช่นนี้ได้อย่างไร น้องหญิงคนใหม่เพิ่งเข้าวังมา พวกเราย่อมต้องดูแลให้ดี ที่พำนักเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ย่อมต้องเคารพความเห็นของน้องหญิงทั้งหลายเป็นพิเศษ”
นางเพียงแสร้งทำเป็นมีน้ำใจเท่านั้น ทว่ากลับมีคนคิดจริงจังไปเสียได้
“ในเมื่อเหลียงตี้เผยกล่าวเช่นนี้ หม่อมฉันก็อยากเปลี่ยนที่พำนักจริง ๆ เมื่ออยู่ที่บ้าน หม่อมฉันล้วนดูแลเรือนอยู่แต่ผู้เดียว เหลียงหยวนกู้มีฐานะสูงกว่าหม่อมฉัน ย่อมสมควรเป็นผู้ครองตำหนัก แต่หม่อมฉันไม่คุ้นชินกับการอยู่ใต้ผู้อื่น ไม่ทราบว่าเหลียงตี้จะทรงอนุญาตหรือไม่” ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือเฉิงฮุยสกุลจาง คนที่คิดจะไปพำนักยังตำหนักเจียนเจียนั่นเอง
กู้ชิงเจาได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสายตาท้าทายของอีกฝ่ายพอดี
เพิ่งเข้าตำหนักตะวันออกวันแรกก็วางอำนาจถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าพึ่งพาชาติกำเนิดอันสูงส่งจนไม่หวั่นเกรงผู้ใด
“ยังไม่ทันได้เข้ามาพำนัก เฉิงฮุยจางก็คิดจะเปลี่ยนที่เสียแล้ว” เฉิงฮุยไป๋วางมือเล็ก ๆ บนท้อง น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันอยู่ไม่น้อย
“ท่านนี้คือ?” สกุลจางมองนางอย่างไม่แน่ใจ
“นี่คือเฉิงฮุยไป๋” เหลียงตี้เผยแนะนำอย่าง “มีน้ำใจ”
“ข้านึกว่าเป็นผู้ใดเสียอีก” เฉิงฮุยจางพลันมีแววดูแคลนในสายตา “เฉิงฮุยไป๋อาศัยว่าตั้งครรภ์ จึงคิดจะข้ามเหลียงตี้ทั้งสองตำหนักมาชี้นิ้วสั่งการหรือ?”
“น้องหญิงไม่จำเป็นต้องยั่วยุข้า ข้าเพียงเตือนเจ้าว่า อย่างไรเหลียงหยวนกู้ก็เป็นผู้ครองตำหนักเจียนเจีย หากเจ้าต้องการย้ายที่พำนัก ก็ควรถามความเห็นของเหลียงหยวนกู้ก่อน”
