ตำหนักเจียนเจีย
กู้ชิงเจาก้าวเข้าสู่เรือนตงหน่วนเก๋อ ก็เห็นถังอวิ๋นสวมอาภรณ์ลำลองสีเขียวไผ่ เอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม มือซ้ายเท้าหมอนนุ่ม มือขวาถือม้วนตำราอ่านอย่างตั้งใจ ท่วงท่านั้นราวกับคุณชายจากตระกูลมั่งคั่ง ไหนเลยจะยังมีความองอาจเฉียบคมขององค์รัชทายาทแห่งแคว้น
“เสด็จมาแต่เมื่อใดหรือเพคะ” นางยิ้มพลางเดินเข้าประตู ส่งพัดกลมในมือให้เฟยจื่อ ก่อนก้าวเข้าไปคำนับเขา
เมื่อเห็นกู้ชิงเจากลับมา เขาจึงส่งม้วนตำราให้หงเชาที่อยู่ข้างกายอย่างส่ง ๆ ทว่าร่างยังคงเอนพิง เสื้อผ้าหลวมคลาย ดูไม่สำรวมอยู่บ้าง เขายื่นมือให้นางอย่างเกียจคร้าน “เดิมทีข้าก็ตั้งใจมาหาเจ้า ใครจะรู้ว่ากลางทางได้ยินว่าพระชายาและพระสนมในตำหนักตะวันออกอยู่ที่ตำหนักหลินหลางกันหมด จึงเปลี่ยนทางไปที่นั่น ยังจะคำนับอะไรอีก มานี่เถิด”
ได้ยินดังนั้น เฟยจื่อและคนอื่น ๆ ก็อดประหลาดใจไม่ได้
ที่แท้เสด็จไปตำหนักหลินหลางก็เพราะเหตุนี้ น่าขันนัก ฟ่งอี้ฟางยังหลงยินดี คิดว่าเสด็จไปเพราะนาง
ยามนี้กู้ชิงเจายังมิทันย่อตัวลง จึงไม่จำเป็นต้องคำนับแล้ว นางยิ้มพลางส่งมือให้ถังอวิ๋น แล้วทั้งสองก็นั่งลงเคียงกัน
“โชคดีที่ข้าไปเตือนเหลียงตี้ฉีก่อน มิฉะนั้นเจ้ายังไม่รู้ว่าจะถูกกักตัวอยู่ที่นั่นนานเท่าใด” ถังอวิ๋นเข้าใจเรื่องราวระหว่างสตรีดี ไม่ว่าเรื่องจริงหรือไม่ ไปคราใดก็ต้องเสียเวลาเกือบครึ่งวัน นั่งจนแทบก้นแบน
“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องขอบพระทัยเสด็จหรือเพคะ” กู้ชิงเจาเลิกคิ้วยิ้ม
“น้ำเสียงเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เจ้าไม่ควรขอบใจข้าหรือ” ถังอวิ๋นเริ่มไม่พอใจ บีบมือนางเบา ๆ “หากข้าไม่ไป เจ้าจะได้กลับมาพักผ่อนเร็วเพียงนี้หรือ”
แต่มีท่านอยู่ที่นี่ หม่อมฉันก็พักไม่ได้อยู่ดี กู้ชิงเจาลอบบ่นในใจ ทว่าบนใบหน้ายังคงยิ้มเยินยอ “เสด็จทรงมีเมตตายิ่งนัก ทั้งสง่างามอ่อนโยน ทั้งเจ้าสำราญมีเสน่ห์ รูปโฉมโดดเด่น หล่อเหลาดุจหยก งามเหนือพานอัน...”
แรกเริ่มองค์รัชทายาทฟังคำชมอย่างเพลิดเพลิน ทว่าพอฟังไปถึงท้ายก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล สีหน้าหม่นหมองพลางจ้องนาง “นี่เจ้ากำลังชมข้าหรือเยาะเย้ยกันแน่ ช่างขอไปทีนัก”
