“ช่วงนี้ยี่ห้อตะวันตกโผล่มาในเมืองเพ่ยเจ๋อเยอะขึ้นเรื่อย ๆ นะ……”
ที่แผงข้างทางแห่งหนึ่ง
ฉินต้งนั่งรับประทานกะทิรสเผ็ดอันเป็นของฝากประจำถิ่นกับแป้งบางกรอบ พลางแสร้งทำเป็นคุยเล่น ๆ กับเจ้าของแผง
“พูดอะไรน่ะ หนุ่มน้อยเจ้าเองก็นับเป็นยี่ห้อตะวันตกคนหนึ่งไม่ใช่หรือ”
เจ้าของแผงเป็นชายวัยกลางคนราวสี่สิบหน้าตาสุภาพเรียบง่าย กำลังอบแป้งอยู่พอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะขำ
ก็ใครจะคนดีตรงไหนออกเดินทางไกลถึงกับพกดาบกับกระบี่ติดตัวมาด้วย
ถ้าไม่เห็นฉินต้งอายุน้อยชื่นบาน ท่าทางอ่อนหวาน แถมมาด้วยสัมภาระกระเป๋าใบโตใบเล็กเต็มมือ
ไม่งั้นเจ้าของแผงคงไม่มีความกล้าพูดกับเขาแบบนี้หรอก
“พี่ใหญ่พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกแล้ว ใครบอกว่าข้าเป็นยี่ห้อตะวันตกล่ะ ข้าแค่เดินทางไกลไปเยี่ยมเครือญาติกับครอบครัวเท่านั้น ยุคสมัยตอนนี้เต็มไปด้วยอันตราย ระหว่างทางไม่พกอาวุธติดตัวสักเล็กน้อยไว้ป้องกันตัว ถ้าเผลอเจอโจรป่าขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ฉินต้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงบิดขี้เกียจไร้ซึ่งอาการ
“ก็จริงอย่างที่ว่า ออกเดินทางก็ต้องระมัดระวังให้ดี โดยเฉพาะต้องระวังพวกยี่ห้อตะวันตกพวกไม่เกรงกลัว ยังไงข้างนอกก็ไม่มีกรมจับกุมหกประตูคอยจับกุมคุมขังพวกมันเหมือนในเมือง……”
เจ้าของแผงเหวี่ยงแป้งบางที่เพิ่งอบเสร็จวางลงบนโต๊ะของฉินต้ง
“ฟังน้ำเสียงพี่ใหญ่แล้ว ดูท่าจะกลัวพวกยี่ห้อตะวันตกยิ่งกว่ากรมจับกุมหกประตูเสียอีก”
ฉินต้งไม่เอ่ยทำอะไรกับแป้งที่เพิ่งออกจากเตา ตั้งใจปล่อยให้เย็นก่อนค่อยรับประทาน
