“…อืม”
ซูโย่วเหนียงมองหลี่ว์เหลียงด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะยอมเดินอุ้มแม่ไก่แก่ในมือกลับเข้าบ้านแต่โดยดี
“แถวนี้มีโรงน้ำชาอยู่แห่งหนึ่ง พวกเราไปคุยกันที่นั่นเถิด”
เมื่อส่งสายตามองซูโย่วเหนียงลับไปจนคลาดสายตา ฉินต้งจึงหันกลับมาพูดกับหลี่ว์เหลียงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“นำทางไปเถิด”
หลี่ว์เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ชั่วประเดี๋ยวเดียว
คนทั้งคู่ก็มาถึงโรงน้ำชาที่ฉินต้งว่าไว้
โรงน้ำชาไม่ใหญ่นัก กิจการเงียบเหงา ในร้านไม่มีแขกแม้แต่คนเดียว
ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานต่างนั่งหาวอย่างเบื่อหน่าย
จนกระทั่งเห็นฉินต้งกับหลี่ว์เหลียงสวมเครื่องแบบสีดำเดินเข้ามา ทุกคนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมายืนตัวตรงทันที
เมื่อต้องรับมือกับเจ้าของร้านและพนักงานที่คอยต้อนรับอย่างประหม่า
ฉินต้งบอกตามตรงว่าพวกเขาเพียงแค่นั่งพักคุยกันสักหน่อย ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป
ไม่มีทางอื่น
ใครใช้ให้ชื่อเสียงของกรมจับกุมหกประตูเลื่องลือไปทั่ว ราษฎรชาวบ้านธรรมดาไหนเลยจะไม่หวาดกลัว
“ก่อหายนะครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่นึกว่าเจ้ายังจะอารมณ์ดีพาภรรยาออกมาซื้อกับข้าวอีก”
เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการสนทนาของพวกเขา พอน้ำชามาเสิร์ฟเสร็จ เจ้าของร้านกับพนักงานก็หลบไปจนเกลี้ยง
หลี่ว์เหลียงยกถ้วยชาจิบอึกหนึ่ง แต่อารมณ์ในใจกลับขมขื่นเช่นเดียวกับน้ำชาในถ้วย
“หามิได้ ข้าได้สังหารคนไปแล้ว ต่อให้เสียใจก็ไม่ช่วยอะไร”
ฉินต้งยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนสีหน้า “แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป”
“…ข้าดูออกว่าเจ้ามีสิ่งพึ่งพิงอย่างชัดเจน!”
หลี่ว์เหลียงวางถ้วยชาลงสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าคิดจริง ๆ รึว่าจะกลายเป็นท่านหลี่เสวียนเช่อคนต่อไปได้”
