เดือนมิถุนายน สอบเอ็นทรานซ์เพิ่งสิ้นสุดลงไม่นาน
กวนอวี่อวี่ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านด้วยตัวเองคนเดียว พอเพิ่งก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลกวน กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งก็ลอยมา “โครม” ใส่ปลายเท้าเธอ
หญิงสาวสวยแต่งตัวหรูหรายืนอยู่ตรงโถงทางเข้ามองเธอจากที่สูง สายตากวาดผ่านใบหน้างามละเมียดและผิวขาวดุจหิมะของเด็กสาว แววตาฉายแววริษยาก่อนจะเปลี่ยนเป็นความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“ของใช้เธอฉันให้คนเก็บเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันนี้เธอก็ไสหัวออกจากบ้านนี้ กลับไปหาพ่อแม่แท้ ๆ ของเธอซะ!”
กวนอวี่อวี่ไม่แม้แต่จะมองกระเป๋าเดินทางบนพื้น ดวงตาคมจืดชืดมองไป๋ซูฉินที่อยู่ตรงหน้า ผู้หญิงที่เธอเรียกแม่มาสิบเจ็ดปี
เสียงเอะอะที่ประตูดึงดูดความสนใจของคนในบ้าน ไม่นาน กวนพ่อและลูกชายลูกสาวคู่ของเขาก็พากันออกมา
กวนพ่อมองกระเป๋าเดินทางที่ถูกขว้างใส่ปลายเท้ากวนอวี่อวี่ แล้วหันไปมองภรรยาตัวเอง น้ำเสียงเหมือนต่อว่า
“ซูฉิน นี่เธอทำอะไร อวี่อวี่อย่างไรเสียก็เป็นลูกสาวที่เราเลี้ยงมาสิบแปดปีนะ”
“มันก็แค่ของเสียที่ไม่รู้จักบุญคุณ!”
ไป๋ซูฉินจ้องกวนอวี่อวี่เขม็ง
“โควตาตัวแทนภาพลักษณ์เมืองที่ทางเมืองคัดเลือกครั้งนี้ ฉันบอกแล้วว่ายกให้รุ่ยรุ่ย แต่มันกลับเอาคำพูดฉันเป็นเพียงลมปาก! ถ้าไม่ใช่เพราะฉันสืบจนรู้รายชื่อสุดท้าย ก็ยังถูกมันหลอกอยู่! ถ้ามันมีจิตสำนึกสักนิด มันก็ไม่ควรแย่งของของน้องสาว!”
กวนรุ่ยรุ่ยที่อยู่ด้านข้างได้ยินที่ไป๋ซูฉินพูด ดวงตาฉายแววริษยา แต่ถูกกลบเกลื่อนไปอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลับแสดงความน้อยใจและเสียใจ แต่ปากกลับพูดว่า
“คุณแม่ อย่าเป็นอย่างนี้เลย โอกาสตัวแทนภาพลักษณ์เมืองหายาก พี่ไม่ยอมยกให้ก็เป็นเรื่องปกติ อาจเป็นเพราะหนูทำไม่ดีพอหรือเปล่า ถึงได้ไม่ถูกเลือกนะคะ…”
“แกสู้มันตรงไหนไม่ได้บ้าง พวกของที่มันมีอยู่ตอนนี้ก็ได้มาจากตระกูลกวนเราทั้งนั้น” ไป๋ซูฉินปลอบลูกสาวตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
กวนอวี่อวี่มองดูการแสดงของคู่แม่ลูกนี้อย่างสงบ ตั่งแต่เด็ก การแสดงแบบนี้เธอเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้ในใจไม่เพียงไร้คลื่นอารมณ์ ยังแทบอยากจะหัวเราะ
สี่วันก่อน เธอเพื่อช่วยกวนรุ่ยรุ่ยถูกรถชนกระเด็นไปยี่สิบกว่าเมตร ทุกคนคิดว่าเธอคงไม่รอด
ไป๋ซูฉินและคนในบ้านกวนพากันมาถึงที่เกิดเหตุ ปฏิกิริยาแรกไม่ใช่มองว่าอาการบาดเจ็บของเธอเป็นยังไง แต่กลับไปปลอบกวนรุ่ยรุ่ยที่ร้องไห้ไม่หยุดเพราะตกใจกับอุบัติเหตุ
ตอนนั้นกวนอวี่อวี่นอนอยู่บนพื้นมึนงงสับสน รู้สึกเพียงมือเท้าเย็นเฉียบ แต่สิ่งที่ทำให้ใจเธอเยือกเย็นกว่า คือบทสนทนาระหว่างกวนพ่อกับไป๋ซูฉิน——
【หน้ารถชนเสียหายหมด คงไม่รอดแล้ว】
【ก็ดีเหมือนกัน นางตาย ก็แสดงว่าภัยใหญ่ในดวงชะตาของรุ่ยรุ่ยถูกนางขวางกั้นให้แล้ว ไม่เสียแรงที่ครอบครัวเราเลี้ยงนางมาตั้งหลายปี…】
กวนอวี่อวี่รู้ตลอดว่า เธอเป็นแค่เครื่องมือที่ตระกูลกวนเลี้ยงไว้เพื่อขวางภัยให้กวนรุ่ยรุ่ย
สมัยเด็กไม่เข้าใจ ทำไมทุกครั้งที่กวนรุ่ยรุ่ยป่วย ไป๋ซูฉินถึงจะเรียกร้องให้เธอดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และทุกครั้งที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอ กวนรุ่ยรุ่ยก็หายดีอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวเธอหลังจากนั้นก็จะป่วยหนักสักครั้ง
ต่อมาเธอได้พบอาจารย์ ได้รับคำชี้แนะ ถึงได้รับรู้ว่าแปดอักษรของเธอกับกวนรุ่ยรุ่ยตรงกับที่เรียกว่าสวรรค์และปฐพีประสานสอดคล้องในหยินหยางศาสตร์ตัวเลข
สวรรค์และปฐพีแบ่งเป็นสองครึ่ง และเธอคือครึ่งที่ดี
ตระกูลกวนเลี้ยงดูเธอไว้ข้างกายกวนรุ่ยรุ่ย แท้จริงแล้วคือใช้โชควาสนาของเธอเองไปเติมเต็มเคราะห์กรรมบนตัวกวนรุ่ยรุ่ย และคราแล้วคราเล่าที่คอยขวางเคราะห์ ในที่สุดโชควาสนาของกวนรุ่ยรุ่ยก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ส่วนเธอจะค่อย ๆ ก้าวไปสู่ความตกต่ำและเคราะห์ร้าย
หากไม่ใช่ว่ากวนอวี่อวี่เตรียมการไว้ล่วงหน้า บางที เธอคงโชควาสนาหมดสิ้น ตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสี่วันก่อนไปแล้ว
ก็เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ ถึงทำให้พ่อแท้ ๆ ของเธอตามหาเธอพบโดยบังเอิญ
“พูดจบหรือยัง ถ้าพูดจบแล้วฉันไปได้หรือยัง”
ได้ฟังคู่สามีภรรยานี้พูดเรื่องการตายของเธออย่างเย็นชาด้วยหูตัวเองแล้ว ความหวังสุดท้ายในใจลึก ๆ ของกวนอวี่อวี่ที่มีต่อตระกูลกวนก็สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง
สำหรับการจากตระกูลกวน เธอไม่มีแม้แต่ความอาลัยแม้แต่น้อย
“อวี่อวี่ ลูกก็อย่าโทษแม่ของลูกเลย เรื่องนี้เป็นลูกทำไม่ถูกจริง ๆ”
ตอนนี้เองกวนพ่อถึงก้าวออกมา ใบหน้าเรียบนิ่งเคร่งขรึมดังเช่นเคย “ในเมื่อหาเจอพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองแล้ว งั้นลูกก็ตามพวกเขากลับไปเถอะ”
กวนรุ่ยรุ่ยก็เอ่ยปากต่อ น้ำเสียงนุ่มนวลเจือหวาด
“พี่คะ อย่าโกรธคุณแม่เลย คุณแม่ก็เพื่อหนูทั้งนั้น”
พูดพลาง จู่ ๆ ก็หยิบซองจดหมายจากด้านข้างยื่นให้เธอ เป็นห่วงเป็นใยยิ่งว่า
“นี่คือค่ารถที่เตรียมให้พี่ ได้ยินคุณพ่อบอกว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของพี่อยู่ในภูเขาใหญ่ ทำเลทุรกันดาร บ้านจนมาก และที่พวกนั้นเครือข่ายไม่พัฒนา พกเงินสดไปดีกว่า”
ไป๋ซูฉินที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงเหยียด
“ก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เห็นแก่ความผูกพันหลายปีนี้เลย เงินพวกนี้ในป่าเขาใช้เป็นปีได้เลยนะ ครอบครัวเราดีกับแกมากพอแล้ว”
นางพูดไปก็ส่งเสียงดูแคลนอีกคำ
“กลับไปแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก ได้ยินว่าในป่าเขาพวกนั้นพวกชายแก่หาผัวไม่ได้มีเยอะแยะเลยนะ กลับไปก็แต่งงานหาผัวได้เลย อย่างไรเสียผลการเรียนของแกก็ก้ำกึ่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แน่”
กวนอวี่อวี่มองไป๋ซูฉินที่ทำท่าเหมือนกำลังให้ทานมหาศาลแถมยังเจตนาร้ายเปี่ยมล้น ก็เพียงชายตามองผ่าน ๆ ครั้งหนึ่ง
“ริ้วรอยหน้าผากคุณลึกพอควร เป็นผลมาจากการวางแผนมากเกินไปรวมทั้งการก่อหนี้บาปสะสมไว้มาก แทนที่จะมาเป็นห่วงฉัน เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อแผ่นมาส์กมาแก้ไขดีกว่า”
นางพูดแล้วหยุดนิดหนึ่ง ราวกับจงใจเสริมว่า
“แม้ว่าอาจจะไม่ได้ผลก็ตาม”
คำพูดกวนอวี่อวี่นั้นพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเป็นกิจจะลักษณะ แต่กลับทำให้ใบหน้าไป๋ซูฉินเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งดุดันขึ้นมาฉับพลัน พลันเสียงเกรี้ยวกราด “อีดอก ใครให้มึงดีมาพูดกับกูแบบนี้!”
พูดพลาง ยกมือขึ้นหมายจะฟาดใส่ใบหน้ากวนอวี่อวี่
ฝ่ายหลังเพียงมองอย่างเย็นชา สะบัดตัวหลบนิดหนึ่ง ทำให้มือตบของไป๋ซูฉินฟาดอากาศไปโดยตรง
ไป๋ซูฉินเหลือเชื่อ “แกยังกล้าหลบ…”
กวนรุ่ยรุ่ยด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปยุดึงกวนอวี่อวี่ไว้ “พี่อย่าทำให้คุณแม่โกรธแบบนี้สิ แค่พี่พูดจาดี ๆ คุณแม่ยกโทษให้หรอก”
พูดได้ไพเราะ แท้จริงคือดึงนางไว้ไม่ให้นางหลบมือตบของไป๋ซูฉินได้อีกครั้งต่างหาก
กวนอวี่อวี่ยกมือขึ้นหมายจะผลักคนออกไป ทว่าหางตากวาดผ่าน ไปหยุดที่เส้นหนึ่ง เธอเห็นกำไลหยกบนข้อมือของกวนรุ่ยรุ่ย
ฉับ! เธอกลับเปลี่ยนไปจับข้อมือของกวนรุ่ยรุ่ยไว้แน่นแล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“กำไลนี่มาอยู่ที่แกได้ยังไง?”
กวนรุ่ยรุ่ยวันนี้จงใจใส่กำไลนี่แต่แรกก็มีความหมายเชิงอวด
มาถึงตอนนี้เมื่อเห็นว่าเธอสังเกตเห็นข้อมือของตัวเองในที่สุด อีกทั้งยังถูกจับกะทันหัน จึงเกิดท่าทีตื่นตระหนกในทันที ตามด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บ
“เจ็บ…”
กวนรุ่ยรุ่ยส่งเสียงขึ้น ไป๋ซูฉินที่อยู่ข้างเคียงก็เปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ฉวยมือกวนอวี่อวี่แล้วผลักนางออกด้วยแรงพร้อมกับตวาดด้วยน้ำเสียงกรีดแหลม
“กวนอวี่อวี่! มึงจะทำอะไร?!”
ทว่ากวนอวี่อวี่ยังคงจ้องมองกวนรุ่ยรุ่ยไม่วางตา เสียงดูเย็นเยือก “นั่นคือกำไลที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ฉัน”
“อะไรคือกำไลของแก?! นั่นคือของที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ลูกสาวตระกูลกวน แกไม่ใช่คนตระกูลกวนแล้ว กำไลนั่นก็ต้องเป็นของรุ่ยรุ่ยสิ!”
กวนอวี่อวี่กัดฟัน ถึงกับปล่อยมือจากกระเป๋าเดินทาง หันไปมองกวนพ่อแทน
“ของในตระกูลกวนฉันไม่เอาติดตัวสักชิ้นเดียว ฉันขอแค่กำไลที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ฉันก็พอ”
หากจะบอกว่าตระกูลกวนยังมีอะไรที่ทำให้เธออาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง นั่นก็มีเพียงคุณย่าเท่านั้น
คุณย่าคือคนในบ้านนี้ที่รักใคร่เอ็นดูเธอจริงเพียงคนเดียว แม้ยามใกล้สิ้นลมก็ยังคงเฝ้าครุ่นคิดกังวลว่าหลังจากเธอจากไปแล้วหล่อนจะต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก
กำไลวงนั้น คือสิ่งย้ำเตือนถึงคุณย่าเพียงหนึ่งเดียวที่ทิ้งไว้ให้เธอ