“ปลายราชวงศ์ชิงยังมีนักพรตกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในอารามเต๋าแห่งนี้แท้ ๆ แล้วเหตุใดถึงไม่มีผู้สืบทอดเหลืออยู่เลย”
ซูจิ้งอี๋มองสำรวจไปรอบ ๆ ตามแสงไฟ เหนือแท่นหินมีรูปเคารพเทพเจ้าสององค์ประดิษฐานอยู่ ใบหน้าของรูปเคารพเสียหาย ส่วนแขนก็ขาดวิ่น
“ตอนสงครามปะทุ พวกเขาลงจากเขาไปเข้าร่วมกองทัพกันหมด ไม่มีใครกลับมารอดสักคน พอกองทัพกวนตงยึดที่นี่ได้ พวกนั้นชอบสร้างฐานลับ ก็เลยใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นลับ”
“สมบัติที่กองทัพกวนตงปล้นมา ล้วนซ่อนไว้ที่นี่ บางส่วนก็ขนย้ายออกไปแล้ว ส่วนมีอะไรบ้าง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ลู่เฟยเล่าข่าวที่เคยอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ยุคหลังให้ซูจิ้งอี๋ฟัง
“ตอนสร้างอารามเต๋า พวกเขาขุดตำหนักใต้ดินไว้ใต้ดินด้วย หลังจากนั้นช่างฝีมือกับคนงานที่ร่วมสร้างอารามเต๋าก็หายตัวไปหมด”
“อารามเต๋าที่มีวิหารใหญ่สองหลังอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ได้ใช้เวลาสร้างนานเท่าไร แต่ถ้าจะสร้างตำหนักใต้ดินไว้ใต้อารามเต๋า ก็ต้องสิ้นเปลืองทั้งเวลาและแรงงาน”
“ทางเข้าอยู่ตรงไหน ต้องลองหาให้ดี”
ซูจิ้งอี๋หยิบไฟฉายส่องสว่างแรงสูงออกมาเช่นกัน แล้วนำความสามารถทั้งหมดที่เรียนรู้มาใช้ค้นหาทางเข้า
“อารามเต๋าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เปิดเผยให้คนเห็นอยู่แล้ว หลังช่างฝีมือกับคนงานสร้างเสร็จ ก็ไม่มีเหตุผลต้องทำให้พวกเขาหายตัวไป”
“ที่พวกเขาหายไป แสดงว่ามีเรื่องที่ซ่อนอยู่ในนี้และไม่อยากให้ใครเปิดเผย”
“แผนคนสู้ชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้ ใครจะคิดว่าหลายร้อยปีต่อมา ความลับนี้จะถูกกองทัพกวนตงกลุ่มหนึ่งล่วงรู้เข้าเสียก่อน”
