น่าเสียดายที่โต้วเปาไม่ยอมให้เขาลอกงาน ไม่อย่างนั้นวันเดียวเขาก็ส่งต้นฉบับให้หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารได้หลายฉบับแล้ว
คิดอยู่นาน จางจิ่งหมิงก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนบทความอะไรส่งให้หนังสือพิมพ์ดี
บทความที่ส่งให้หนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวสั้น บทวิจารณ์สั้น เรื่องสั้น บทความร้อยแก้ว บทความเบ็ดเตล็ด บทกวี หรือภาพถ่ายประกอบบทความสั้น ๆ เป็นต้น
ส่วนข่าว จางจิ่งหมิงเขียนไม่เป็นแน่นอน
บทวิจารณ์ก็ใช่ว่าหนังสือพิมพ์จะรับเสมอไป เว้นแต่จะมีประเด็นร้อนแรงมาก ๆ เกิดขึ้น แล้วบทวิจารณ์ที่เขาเขียนต้องดีเยี่ยมด้วย
ส่วนเรื่องสั้น จางจิ่งหมิงพูดได้แค่ว่า คนที่เคยชินกับการเขียนนิยายออนไลน์เรื่องยาวอย่างเขาไม่เหมาะกับการเขียนเรื่องสั้นเลย
ส่วนบทกวีหรือบทความร้อยแก้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาเขียนไม่เป็นสักอย่าง
จางจิ่งหมิงขบคิดอย่างรวดเร็วว่าจะเขียนเรื่องอะไรถึงจะผ่านการพิจารณาของบรรณาธิการได้ง่ายกว่า
……
บ่ายวันหนึ่ง เขาขอลาครู โดยบอกว่าจะไปซื้อของใช้จำเป็นในเมือง
เขาแวะเข้าไปในร้านหนังสือ แล้วกวาดตามองหนังสือพิมพ์ที่วางขายอยู่ จากนั้นก็เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชื่อ 《หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหูหนาน》
พอเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ในที่สุดเขาก็นึกออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร นั่นก็คือบทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เขาข้ามเวลามาจากอีก 40 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีในยุคนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
ชีวิตหลังปี 2020 เป็นสิ่งที่ผู้คนในยุค 80 จินตนาการไม่ถึง
สำหรับผู้คนในยุค 80 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในปี 2020 แทบจะเหมือนอยู่ในยุคไซไฟ
พวกเขาคงนึกไม่ถึงแน่ ๆ ว่าคนสมัยใหม่จะใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวโทรศัพท์ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ถ่ายรูป และทำอะไรได้อีกสารพัด
ความใฝ่ฝันของคนในยุคนี้ยังเป็น “อยู่บ้านชั้นบนชั้นล่าง มีไฟฟ้าและโทรศัพท์”
แค่ได้อยู่บ้านที่มีหลายชั้น มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง และมีโทรศัพท์ไว้ติดต่อญาติมิตร ก็ถือเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับชาวบ้านในยุคนี้แล้ว
แน่นอนว่าเมื่อถึงช่วงปลายยุค 80 ผู้คนก็เริ่มอยากมีวิทยุไว้ฟังข่าว และมีโทรทัศน์ไว้ดูรายการด้วย
ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าในอนาคตจะใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวโทรศัพท์ ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง เล่นเกม สั่งอาหาร และทำอะไรได้อีกสารพัด
จางจิ่งหมิงแค่เขียนเรื่องที่คนยุคหลังคุ้นเคยกันดีสักหน่อย ก็น่าจะดึงดูดผู้อ่านได้มากแล้ว
อย่างหนังสือ《เสี่ยวหลิงทงท่องโลกอนาคต》ก็เขียนถึงคนคนหนึ่งที่ท่องไปยังโลกอนาคต
เพียงแต่สิ่งต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้หลายอย่างไม่ก็ล้ำยุคเกินไป ไม่ก็ไม่สมจริง
ถึงอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้กลับขายได้หลายล้านเล่ม ก็เห็นได้ว่าชาวบ้านชื่นชอบบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบบนี้มาก
ระหว่างเรียน จางจิ่งหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มใช้โต้วเปาบันทึกเนื้อหา
บทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรก จางจิ่งหมิงเลือกเขียนเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
บทความนี้เขาอธิบายเป็นหลักว่า นักวิทยาศาสตร์ใช้หลักการส่งและรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร และสร้างโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาได้อย่างไร
ท้ายบทความ เขายังบรรยายด้วยว่า หากในอนาคตต้องการให้ทุกคนมีโทรศัพท์เคลื่อนที่คนละเครื่อง นักวิทยาศาสตร์จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีอะไรเพิ่มเติมบ้าง
ในบทความ เขาเขียนว่าเมื่อปี 1973 สหรัฐอเมริกาสร้างโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกในขั้นทดลองขึ้นได้สำเร็จแล้วในห้องทดลอง
หากเป็นไปตามกฎการพัฒนาทางเทคโนโลยี เชื่อว่าอีกไม่กี่ปี โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกก็น่าจะออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ……
จางจิ่งหมิงเขียนบทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ยาวถึง 5,000 กว่าตัวอักษร
สุดท้ายโต้วเปาให้คะแนน 6.5 ถือว่าแค่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น
แต่ยังดีที่โต้วเปาช่วยแนะนำให้เขาปรับแก้ได้
“โต้วเปา นายช่วยชี้จุดที่มีปัญหาตอนฉันเขียนเลยไม่ได้หรือไง หรือไม่ก็แนะนำฉันตั้งแต่แรก ทำไมต้องรอให้เขียนเสร็จก่อนถึงค่อยบอก……”
โต้วเปาเก่งมาก สมกับเป็นปัญญาประดิษฐ์จากปี 2050 จริง ๆ
แต่โต้วเปาก็มีนิสัยเสียอยู่ข้อหนึ่ง คือจะช่วยจางจิ่งหมิงแก้ไขงานได้ก็ต่อเมื่อเขาเขียนงานเสร็จเป็นช่วง ๆ หรือไม่ก็ต้องทำงานทั้งหมดให้เสร็จก่อน
【โต้วเปา: ถ้าฉันช่วยแนะนำตั้งแต่แรก งั้นฉันเขียนบทความให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ……】
“ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นะ……”
ที่จริงถ้าให้โต้วเปาเขียนเอง ผลงานคงดีกว่าที่เขาเขียนเสียอีก เพราะบทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากนัก ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว
……
ใช้เวลาไปหลายชั่วโมง ภายใต้คำแนะนำของโต้วเปา จางจิ่งหมิงก็ปรับคะแนนต้นฉบับจนได้มากกว่า 90 คะแนน จากนั้นยังย่อจำนวนตัวอักษรลงเหลือราว 2,000 ตัว
บทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ส่งให้หนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะลงในหน้าวาไรตี้ ส่วนใหญ่มีความยาวประมาณ 800 ถึง 1,200 ตัวอักษร
ถ้ายาวเกิน 1,200 ตัวอักษร มักเป็นงานที่นักเขียนชื่อดังได้รับเชิญให้เขียน หรือเป็นสิทธิพิเศษของนักเขียนคอลัมน์
หน้าวาไรตี้ของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับรวมกันแล้วมีพื้นที่ราว 3,000 ถึง 4,000 กว่าตัวอักษร ถ้าเกินกว่านี้ก็ยากที่หนังสือพิมพ์จะเลือกลง
นี่เป็นเหตุผลที่จางจิ่งหมิงย่อเนื้อหาให้เหลือ 2,000 ตัวอักษร
เขาอยากได้เงินมากขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้หนังสือพิมพ์ปฏิเสธต้นฉบับ จึงทำได้แค่ขัดเกลาคะแนนให้สูงขึ้น
คะแนนยิ่งสูงก็แปลว่าคุณภาพต้นฉบับยิ่งดี เมื่อกองบรรณาธิการเห็นบทความของเขา ก็จะไม่ปฏิเสธเพราะจำนวนตัวอักษรมากเกินไป
……
วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ โรงเรียนหยุดหนึ่งวัน
นักเรียนไปกลับในเมืองจะกลับมาเรียนเช้าวันจันทร์ก็ได้ แต่นักเรียนประจำต้องกลับโรงเรียนช่วงบ่ายเพื่อเข้าเรียนภาคค่ำ
จางจิ่งหมิงจึงมีเวลาหนึ่งวันทำธุระส่วนตัว
ตอนเช้า จางจิ่งหมิงออกจากโรงเรียนไปสหกรณ์จัดซื้อ แล้วซื้อกระดาษเขียนต้นฉบับกับซองจดหมายมาจำนวนหนึ่ง
ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า จางจิ่งหมิงก็ลอกบทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เขียนไว้เมื่อวานลงบนกระดาษต้นฉบับเรียบร้อย
พอถึงสิบโมงเช้า เขาก็มาที่ไปรษณีย์และส่งต้นฉบับออกไปอย่างรวดเร็ว
หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหูหนานที่เขาส่งงานไปให้เริ่มตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 1957 เป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ก่อตั้งขึ้นเร็วที่สุดในประเทศ และยังเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวของมณฑลหูหนานที่จัดจำหน่ายทั้งในเมืองและชนบท
ในปี 1984 ยอดจำหน่ายต่อฉบับของหนังสือพิมพ์นี้พุ่งสูงถึง 1.82 ล้านฉบับ สูงเป็นอันดับ 5 ในบรรดาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ทั่วประเทศในเวลานั้น รวมถึงหนังสือพิมพ์แรงงานและหนังสือพิมพ์ประชาชนด้วย
บทความที่จางจิ่งหมิงเขียนเป็นบทความให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงเหมาะกับหนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหูหนานพอดี
โอกาสที่ต้นฉบับจะผ่านการพิจารณาก็สูงกว่าการส่งให้หนังสือพิมพ์ประเภทอื่นมาก
……
ขณะที่จางจิ่งหมิงกำลังส่งต้นฉบับไปให้หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จู่ ๆ เขาก็นึกถึงครอบครัวในชาติก่อนขึ้นมา
ชาติที่แล้วเขาชื่อโจวเสวียเฟิง เป็นคนหรงเฉิง มณฑลฉวนสู่
ถ้านับตามเส้นเวลาปัจจุบันที่เป็นปี 1980 พ่อแม่ของเขาน่าจะแต่งงานกันแล้ว และอีกหนึ่งปีเขาก็จะเกิดมา
พอนึกถึงพ่อแม่ ภาพจำเกี่ยวกับทั้งคู่ก็ผุดขึ้นมาในหัวของจางจิ่งหมิง เพียงแต่ค่อนข้างเลือนราง
ชาติที่แล้ว แม่ของเขาป่วยตายตอนเขาอายุสองหรือสามขวบ ช่วงนั้นเขายังเด็กจนจำอะไรไม่ได้ ส่วนพ่อก็มีชีวิตอยู่ได้ถึงตอนเขาอายุห้าหรือหกขวบเท่านั้น
ตั้งแต่เล็ก เขาถูกเลี้ยงดูโดยน้าสาวที่ไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับแม่ของจางจิ่งหมิง น้าสาวคนนี้เป็นลูกสาวของสหายเก่าคนหนึ่งที่ตาของเขาเคยรับเลี้ยงไว้
“จะเขียนจดหมายไปถามน้าสาวดีไหมนะ?”
“ปี 1980 น้าสาวน่าจะเรียนมัธยมปลายอยู่เหมือนกัน แถมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสองเหมือนเขาตอนนี้ด้วย……”
