“ข้างนอกเสียงดังนิดหน่อย แต่หนูไม่ต้องกลัวนะ พอผ่านช่วงวุ่นวายนี้ไปก็เรียบร้อยแล้ว”
ฉินมู่ไป๋เรียกระดมคนมาส่วนหนึ่ง ทั้งยังตุนเสบียงไว้เป็นจำนวนมาก
เขาสั่งให้ขนเสบียงด้วยรถพ่วง 100 คันและรถบรรทุกขนาดใหญ่ 100 คันไปยังบ้านหลังเก่า
แต่เช้าวันนี้มีรถพ่วงมาถึงแค่คันเดียว ส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่มีเพียง 20 คัน
สถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่ฉินมู่ไป๋คิดไว้
เสบียงเหล่านี้พอให้เขากับหนูกินอยู่ได้แค่หนึ่งปี
“อา”
อวิ๋นซิงเหลียวเรียกฉินมู่ไป๋เบา ๆ
“หืม?” ฉินมู่ไป๋เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ
อวิ๋นซิงเหลียวพูดเสียงอ่อย “หนูไม่กลัวหรอก ไม่ต้องห่วงนะ”
ฉินมู่ไป๋อดไม่ได้ที่จะสอดมือผ่านเอวเธอ แล้วดึงเข้ามาหาตัว
เพราะเขากำลังย่อตัวอยู่ตรงหน้าเธอ เธอจึงถูกฉินมู่ไป๋กอดไว้ตามธรรมชาติ ขาทั้งสองข้างโอบรอบเอวเขา
ฉินมู่ไป๋ลุกขึ้นตามจังหวะนั้น ยืนอยู่ข้างเตียง มือทั้งสองข้างจับข้อพับขาของอวิ๋นซิงเหลียวไว้
เขาก้มมองเธอ ใบหน้าอยู่ใกล้กันมากจนปลายจมูกแทบจะแตะกัน
วันนี้อาการปวดหัวของอวิ๋นซิงเหลียวดีขึ้นมาหน่อย
เธอรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าพลังพิเศษที่เพิ่งเริ่มงอกขึ้นในร่างกาย กำลังหยั่งรากและเติบโตขึ้นอีกเล็กน้อย
พอร่างกายดีขึ้น เรี่ยวแรงของอวิ๋นซิงเหลียวก็เพิ่มขึ้นด้วย
แต่คนอื่นติดภาพว่าเธอร่างกายอ่อนแอเกินไปฝังใจ ถึงแม้สีหน้าของเธอจะดูมีเลือดฝาดขึ้นมานิดเดียว
ทุกคนก็ยังคิดว่าเธออ่อนแอจนเดินไม่ไหว
เธอโอบเอวฉินมู่ไป๋อย่างงุนงง แขนทั้งสองข้างคล้องคอเขาโดยอัตโนมัติ
“อา หนูเดินเองได้นะ หนูใส่รองเท้าแล้ว”
