“ไอ้สารเลว!”
จนถึงตอนนี้ หลินโส่วจื้อถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองผิดพลาดอย่างมหันต์
ที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะน้องเมียคอยพูดจาข่มขวัญอยู่ข้างหูเขา
หลินโส่วจื้อก็คงไม่คิดทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้
เขาถ่มน้ำลายใส่น้องเมียด้วยความเกลียดชัง
“ฉันนี่มองคนผิดจริง ๆ”
“เย่ฉง ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด”
หลินโส่วจื้อเงยหน้าขึ้น ทั้งที่คุกเข่าอยู่บนพื้น มือถูกมัดไพล่หลัง แล้วเอ่ยขอโทษเย่ฉง
“ฉันไม่ควรเชื่อคำพูดมัน ตอนนั้นฉันคิดว่า ต่อให้ทำผิดไป มู่ไป๋มีเสบียงตั้งมากมาย ก็คงไม่สนใจรถพ่วงยี่สิบคันหรอก”
“ช่วยขอร้องมู่ไป๋ให้ฉันหน่อยได้ไหม? เราเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งหลายปี ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถอะ”
เขาทำงานให้ฉินมู่ไป๋มาไม่ใช่แค่ปีสองปี
ตั้งแต่หลินโส่วจื้อปลดประจำการจากหน่วยรบพิเศษ เขาก็ทำงานอยู่ที่บริษัทฉินมาตลอด
เขารู้ดีว่าฉินมู่ไป๋มีทรัพย์สินมากมายแค่ไหน
และรู้ด้วยว่าก่อนระเบียบสังคมจะล่มสลาย ฉินมู่ไป๋ก็เริ่มขนเสบียงจำนวนมากไปเก็บไว้ที่บ้านเก่าตระกูลฉินแล้ว
เขาคิดว่าฉินมู่ไป๋จะต้องยกโทษให้แน่
ก็แค่รถขนเสบียงยี่สิบคันเอง ฉินมู่ไป๋เสียรถขนเสบียงไปตั้งมากมาย คงไม่แคร์รถยี่สิบคันนี้หรอก
อย่างไรเสียพวกเขาก็เคยเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกัน
ก่อนหน้านี้ ตอนออกปฏิบัติภารกิจในหน่วยรบพิเศษ หลินโส่วจื้อยังไม่ได้ปลดประจำการ ส่วนฉินมู่ไป๋เพิ่งเข้าหน่วยมาใหม่
หลินโส่วจื้อเคยช่วยฉินมู่ไป๋ไว้หลายครั้ง
“มู่ไป๋ ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถอะ” หลินโส่วจื้อมองไปยังประตูรถที่ปิดสนิท ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและวิงวอน
