เจียงหลียิ้ม เสียงแผ่วเบา
“ก็เห็นว่าท่านหล่อดีนี่ ตาแก่เอ๊ย ถ้าออกไปเดินเล่นคนเดียว ต้องมีสาวน้อยแอบมองอีกหลายคนแน่”
“พูดเหลวไหล”
โจวชื่อเย่บีบปลายนิ้วของนางเบา ๆ อย่างไม่พอใจ น้ำเสียงแฝงความหยิ่งทะนงแกมกระเง้ากระงอดอยู่หลายส่วน
“ชาตินี้ข้าให้เจ้ามองได้เพียงคนเดียว”
ระหว่างพูด เขาก็จัดผ้าห่มคลุมตัวนางให้เรียบร้อย
แสงแดดอุ่นจนชวนให้ง่วง
หนังตาของเจียงหลีหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ แต่นางฝืนไม่ยอมหลับ
เพราะภายใต้อำนาจของขยายสัมผัสสองทาง นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามือใหญ่ที่กอบกุมมือของนางกำลังสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
เขากำลังหวาดกลัว
โจวชื่อเย่กระชับมือ ดึงมือของเจียงหลีมาแนบแก้มตน
เขาก้มตาลง จ้องมองใบหน้าของเจียงหลี แผงอกกระเพื่อมอย่างหนักหน่วง เขาเงียบงันอยู่นานแสนนาน
“พี่สาว”
ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ความ สั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นที่สะกดกลั้นไว้จนถึงขีดสุด
“อืม”
เจียงหลีตอบเสียงแผ่ว
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับที่เคยเย่อหยิ่งไม่ยอมใคร บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดผวาและสับสนจนทำอะไรไม่ถูก
“ถ้าชาติหน้า...ข้าลืมเจ้าไป”
ลูกกระเดือกของเขาขยับอย่างยากลำบาก คล้ายอยากควักความหวาดหวั่นที่ชุ่มโชกด้วยเลือดในใจออกมาให้หมด
“ถ้าข้าผลักไสเจ้า ถ้าไม่สนใจเจ้า...ข้าในตอนนั้นยังเป็นข้าอยู่หรือไม่?
แล้วเจ้าจะยังต้องการข้าอยู่หรือเปล่า?”
นี่คือความหวาดกลัวที่ฝังลึกที่สุดในใจเขามาตลอดหลายปี
เขาไม่กลัวตาย ไม่กลัวแก่ชรา
เขากลัวเพียงว่าตัวเองหลังสูญเสียความทรงจำจะกลายเป็นคนสารเลวอย่างถึงที่สุด ทำร้ายนาง
ทำของรักที่ข้ามโลกมาหาเขาหลุดมือไป
เขากลัวว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่ตัวเขาอีกต่อไป
กลัวว่านางจะไม่รักเขาแล้ว
ดวงตาของเจียงหลีมีประกายน้ำตา ของเหลวอุ่นร้อนไหลผ่านรอยย่นตรงหางตา หยดลงบนหลังมือของเขา
นางยากลำบากนักกว่าจะยกมืออีกข้างขึ้น ลูบขมับที่มีผมขาวโพลนของเขา
