“นางคนนี้แหละ คือคุณหนูตัวจริง!”
ประตูถูกถีบเปิดผาง คนกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาในลานบ้านเล็ก ๆ ตรงหน้านั้นคือเหล่ายามหลวงถือมีด
พร้อมด้วยชายหนุ่มในชุดขุนนางอีกคนหนึ่ง
เจียงลิ่วลิ่วตกใจสะดุ้ง รีบยืนขวางต้นกล้าสุดรักที่เพิ่งเพราะไว้โดยสัญชาตญาณ
เกิดอะไรขึ้น
แค่ปลูกผักในลานบ้านตัวเองก็ผิดกฎหมายแล้วรึ
จู่ ๆ สาวน้อยในชุดสีชมพูก็พุ่งเข้ามา กระชากแขนเสื้อของเจียงลิ่วลิ่วขึ้น เผยให้เห็นปานรูปท้อสีแดงสดบนท่อนแขน
“ดูนี่เถิด นี่คือหลักฐาน! นางมีปานประจำตระกูลลั่ว!”
สาวน้อยหน้าเรียวรูปจิ้งจอก ผิวขาวดั่งหิมะ ประดับประดาไปด้วยเครื่องเพชรนิลจินดา นิ้วมือขาวเรียวราวหยก ดูแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก
ตรงกันข้ามกับมือดำ ๆ มีดินติดตามซอกเล็บของเจียงลิ่วลิ่วอย่างสิ้นเชิง
นอกประตูลานบ้าน มีผู้คนยืนอยู่มากมาย สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือกลุ่มคนสวมชุดนักโทษ ทั้งชายหญิง คนแก่เด็ก
ชายผู้นำนั้นมีบาดแผลเต็มตัว ใส่ขื่อคอไว้ ตัวสูงสง่างาม สายตาที่มองเจียงลิ่วลิ่วเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เจียงลิ่วลิ่วเองก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง เพราะนางกับชายผู้นี้คล้ายกันมาก โดยเฉพาะดวงตารูปหงส์คู่นั้น ราวกับถอดแบบกันมา
“บัดนี้ข้าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลหวัง วันนี้จะขอตัดสัมพันธ์กับตระกูลลั่วให้สิ้น! จากนี้ไม่มีข้อผูกพันใด ๆ กับตระกูลลั่วอีก!”
สาวน้อยชุดสีชมพูประกาศอย่างอาจหาญ
เจียงลิ่วลิ่วฟังแล้วเข้าใจ
นางคือคุณหนูตัวจริงของสกุลลั่ว ตั้งแต่เกิดก็ถูกแม่นมที่เจตนาร้ายสับเปลี่ยนกับลูกของตนเอง
แม่นมผู้นี้เคยเป็นสาวใช้คนสนิทที่ฮูหยินสกุลลั่วไว้วางใจที่สุด ดังนั้นตอนสับเปลี่ยนเด็กจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
คุณหนูตัวจริงถูกโยนทิ้งไว้ชานเมืองให้ตายตกตามยถากรรม โชคดีที่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเดินผ่านมาเก็บไปเลี้ยง
สามีภรรยาคู่นี้ไร้บุตรธิดา ฐานะยากจนข้นแค้น เลี้ยงดูเด็กที่เก็บมาได้เหมือนหลานสาวแท้ ๆ
นอกจากความยากจนแล้ว ชีวิตเรียบง่ายและอบอุ่น จนกระทั่งอายุสิบห้าปี สามีภรรยาคู่นั้นล่วงลับ คุณหนูตัวจริงก็กลายเป็นเด็กกำพร้า
เจียงลิ่วลิ่วข้ามมิติมาเมื่อครึ่งปีก่อน
ในยุคที่ทุกคนกินจนอิ่มเกิน เจียงลิ่วลิ่วลดน้ำหนักล้มเหลวทุกครั้ง ก่อนนอนอดบ่นไม่ได้ว่า ถ้าส่งข้าไปที่ไหนที่ไม่มีข้าวกินก็ดีสิ ต้องผอมลงแน่
ผลคือพอตื่นมาก็ข้ามมิติแล้ว
ผอมจริง ๆ ผอมจนเหลืองซีดนั่นแหละ
หิวจนแทบดวดยาพิษหนูครึ่งซองที่เจ้าของร่างเดิมดื่มเหลือจนหมด!
ใช่แล้ว เจ้าของร่างเดิมกินยาฆ่าตัวตาย ในสมองนางไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเจ้าของร่างเดิมเลย
คงหิวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่!
หลังจากรู้ว่าไปไหนไม่กลับแล้ว เจียงลิ่วลิ่วก็ลุยสุดกำลัง
เจียงลิ่วลิ่วนางเป็นใครกัน นางคือเด็กกำพร้าเริ่มต้นจากศูนย์ ฟันฝ่ามาจนเป็นศิษย์เก่าเกียรตินิยมร่วมสถาบันกับท่านศาสตราจารย์หยวน[1]
แค่เปลี่ยนที่ก็อดตายแล้ว ไม่เป็นการทำขายหน้าหล่อน[2] หรืออย่างไร
ครึ่งปีมานี้ เจียงลิ่วลิ่วทุ่มเทให้กับที่ดินในลานบ้านตนเอง
กว่าจะเพาะต้นกล้าข้าวไรซ์เบอร์รี่ลูกผสมสำเร็จ ก็หมายความว่าจะได้กินอิ่มเสียที นางกลับกลายเป็นคุณหนูตัวจริงของสกุลลั่วแล้ว จะถูกเนรเทศงั้นหรือ
สวรรค์กลั่นแกล้ง! เจ้าบ้าไปแล้วรึ
“อิงเจียว เจ้าบ้าไปแล้วรึ!”
ในขณะนั้นเอง สตรีวัยกลางคนผู้งดงามในหมู่นักโทษก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตำหนิ นางคือฮูหยินของหลัวหวยผู้นำตระกูล หรือหลี่ซื่อ นายหญิงแห่งสกุลลั่วในเวลานี้
“เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้ตัดสัมพันธ์กับตระกูลลั่วแล้ว ตระกูลหวังจะเหลียวแลเจ้าหรือ เจ้าคิดผิด!” หลี่ซื่อมองด้วยความผิดหวังเต็มเปี่ยม
การเป็นบุตรสาวบุญธรรมของผู้อื่นก็ว่าแย่อยู่แล้ว ยังเป็นตระกูลหวังอีก
ตระกูลหวังเป็นศัตรูทางการเมืองของตระกูลลั่ว และเป็นผู้ฟ้องร้องจนพวกเขาถูกจองจำ
ตระกูลสูงศักดิ์รังเกียจผู้ที่เปลี่ยนข้างที่สุด ต่อให้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ นางก็รับไม่ได้ที่หลัวอิงเจียวผู้ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาเติบโตกลับเป็นคนโง่เขลา
เจียงลิ่วลิ่วมองหลี่ซื่อด้วยความสนใจ
นี่คือแม่แท้ ๆ ของนางหรือ
ลูกแท้ ๆ ถูกสับเปลี่ยน ยังไปห่วงเด็กของศัตรูอีกงั้นหรือ
ไม่ใช่เทพธิดาใจดีเลิศล้ำหรอกหรือ
“ข้าเพียงแค่พิสูจน์ฐานะของตน ข้ามิใช่คนของตระกูลลั่วอีกต่อไป เจ้ามีสิทธิ์ใดมาสั่งสอนข้า!” หลัวอิงเจียวไม่ยี่หระ
ตระกูลลั่วไม่เหมือนเก่า มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ยอมติดตามไปเนรเทศ
เจียงลิ่วลิ่วพลางฟังความพลางถอยหลังไปเงียบ ๆ หมายจะซ่อนต้นกล้าสุดรักของตน
พวกยามหลวงนึกว่านางจะหนี ดาบจึงกดลงบนคอนางทันที เกือบตัดปอยผม
เจียงลิ่วลิ่วโกรธจัด ระเบิดอารมณ์ใส่หลัวอิงเจียว “ด้วยข้อที่เจ้าใช้ฐานะลูกสาวนางเสวยสุขมาสิบห้าปี! ด้วยข้อที่เจ้าหน้าด้าน อกตัญญูเห็นแก่ตัว!”
ด้วยข้อใดกัน
จะเล่นละครคุณหนูตัวจริงตัวปลอม เหตุใดไม่ทำเสียก่อน
หากตอนนางมาแรก ๆ ได้เสวยสุขอย่างคุณหนูตัวจริงบ้าง ตอนนี้ก็คงไม่เคียดแค้นเช่นนี้
ทุกคนในตระกูลลั่วต่างอ้าปากค้างมองเจียงลิ่วลิ่ว
“เจ้า… หยาบคาย!”
หลัวอิงเจียวไม่เคยได้ยินคำหยาบตลาดเช่นนี้มาก่อน โกรธจนขอบตาแดงก่ำ หมุนตัวไปมองท่านกู้ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ท่านกู้ ข้าเองก็เพิ่งรู้ฐานะของตนเมื่อไม่นานนี้ เจตนาดีช่วยตระกูลลั่วตามหาบุตรสาวแท้ ๆ เท่านั้น”
กู้เผยมาจากตระกูลกู้ ขุนนางตรวจการหนุ่มแห่งต้าลี่ซื่อ[3] อนาคตสดใส เป็นบุรุษในฝันของเหล่าคุณหนูชาวหอหญิง
เจียงลิ่วลิ่วกลอกตาปราดเดียวก็รู้จุดอ่อนของหลัวอิงเจียว
คิดอุบายได้ในใจ
หลี่ซื่อพูดด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “ช่างเถิด ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับพวกเรา ต่อไปเจ้าก็มิใช่บุตรสาวของตระกูลลั่วข้า”
“จริงหรือ ต้องรักษาสัจจะด้วยนะ!” หลัวอิงเจียวฟังแล้วในใจปลาบปลื้มเป็นที่สุด
ตอนนี้ตระกูลลั่วชื่อเสียงฉาวโฉ่ ใครเห็นก็ต้องเหยียบย่ำ ในที่สุดนางก็ไม่ต้องทนทุกข์ไปเนรเทศแล้ว
หลี่ซื่อหันไปมองเจียงลิ่วลิ่วที่ผิวคล้ำแดด ขอบตาแดงปริ่ม “ลูกเอ๋ย แม่ขอโทษ แม่ดูคนไม่ออก ทำให้ผู้อื่นเสวยความร่ำรวยที่ควรเป็นของเจ้าไป”
เมื่อมองลูกสาวแท้ ๆ ความรู้สึกทางสายเลือดทำให้หลี่ซื่อรู้สึกผิดถึงขีดสุด
ในยามนี้ นางเพียงต้องการทำบางสิ่งเพื่อลูกสาวแท้ ๆ ที่ไม่เคยเลี้ยงดูมาแม้แต่วันเดียว
แม้จะต้องอ้อนวอนหลัวอิงเจียวก็ตาม ขอให้นางได้ถูกตระกูลหวังอุปการะ ไม่ต้องตามไปเนรเทศ
หลี่ซื่อมองหลัวอิงเจียว “อิงเจียว ที่บ้านเลี้ยงดูเจ้ามา…”
หลัวอิงเจียวกระเดียดน้ำเสียงระวัง “ฮูหยินลั่ว เป็นท่านที่เชื่อผิดคนเอง ความแค้นของคนรุ่นก่อน จะมาโทษข้าได้อย่างไร”
แม่นมนางหลังจากบอกความจริงก็ “ตาย” ไปแล้ว บัดนี้นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลหวัง ยังคงฐานะสูงศักดิ์
ผู้คนแสวงหาที่สูง น้ำย่อมไหลสู่ที่ต่ำ เป็นเรื่องปกติธรรมดามาแต่โบราณ
หลี่ซื่อผิดหวัง หลับตาไม่เอ่ยอีก ใจเย็นเยียบ
หลัวอิงเจียวเห็นแก่ตัว โง่เขลาอำมหิต
“หลัวอิงเจียว! ผู้ที่ทำผิดคือแม่แท้ ๆ ของเจ้า เคยได้ยินที่ลูกสาวชดใช้หนี้แทนแม่ไหม ต่อให้เป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลหวังก็เปลี่ยนชาติกำเนิดต่ำช้าของเจ้าไม่ได้ พ่อแท้ ๆ ก็บอกไม่ได้ว่าเป็นขอทานเถื่อนที่ไหน อยากตัดสัมพันธ์ก็ต้องคืนสิ่งที่เป็นของข้าทั้งหมดมาก่อน!”
เจียงลิ่วลิ่วถือจังหวะที่ยามหลวงไม่ทันระวัง พุ่งเข้าหาหลัวอิงเจียวแล้วโอบนางไว้แน่น
พลางพูดกระหน่ำ มือก็ว่องไวจัดการถอดของ
กระชากกระเป๋าหอมของหลัวอิงเจียวลง รูดกำไลข้อมือของนางซ่อนไว้ จากนั้นก็ล้วงควานบนศีรษะนาง
“อ๊า!”
ชั่วพริบตาหลัวอิงเจียวผมกระเซิง ต่างหูตุ้มหูก็หายไป
เจียงลิ่วลิ่วเห็นยามหลวงถือดาบตรงมา ก็รีบโยนปิ่นปักผมลงพื้นแล้วชิงลงมือก่อน เอ่ยอย่างอาจหาญ
“ท่านผู้พิพากษา มิใช่ว่าตระกูลลั่วยึดทรัพย์เนรเทศหรือ เหตุใดนางยังแต่งหรูหราอยู่เล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของตระกูลลั่ว ข้ากำลังช่วยทางการคลี่คลายคดี!”
ตระกูลลั่วคือสกุลหนิงอันโหว ก่อนหน้านี้นางไปขายของที่ตลาดในเมืองจึงได้ยินว่า ท่านลั่วเขียนงานเขียนต้องห้าม หลอกลวงฝ่าบาท ถูกยึดทรัพย์เนรเทศไปตะวันตกเฉียงเหนือ
การยึดทรัพย์เนรเทศในยุคนี้ หากไม่มีใครขอร้องให้ แม้แต่เสื้อผ้าสุภาพสักตัวก็ไม่อาจสวมใส่ไปได้
กู้เผยขมวดคิ้ว เสื้อผ้าที่หลัวอิงเจียวสวมอยู่เป็นของตระกูลลั่วจริง
“ท่านกู้ ข้าพลั้งเผลออาลัยอาวรณ์ชั่วครู่ ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกเดี๋ยวนี้ นางจะต้องมารังแกข้าถึงเพียงนี้หรือ”
หลัวอิงเจียวร้องไห้ฟูมฟายใส่กู้เผย งามราวบุปผาต้องวายุ น่าสงสารน่าเอ็นดู
เจียงลิ่วลิ่วเบี่ยงความสนใจสำเร็จก็ยกถาดต้นกล้า มองหาผู้ใหญ่บ้าน
หลัวอิงเจียวกำลังเกลียดชังอยู่ในใจ หางตามองเห็นนางทะนุถนอมกองวัชพืชนั่นนัก แววตาแฝงเจตนาร้าย ซบหน้าพุ่งเข้ามาพลางร้องไห้
“น้องสาว แท้จริงแล้วข้าผิดต่อเจ้า ข้าจะคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาเดี๋ยวนี้!”
เจียงลิ่วลิ่วราวกับมีตาหลัง หันตัว ยกขา
โครม! หลัวอิงเจียวพุ่งหน้าคะมำจมกองอุจจาระ
“อุจจาระของข้า!”
“อยากกินอุจจาระก็บอกตรง ๆ เถิด ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”