ลมหายใจของเซวียหนิงระรัว มือทั้งสองลูบไล้แก้มที่ร้อนผ่าว ในยามนี้ก็ไม่รู้ควรทำเช่นไรดี
ชาติก่อนนางเคยวางยาให้ซูจ้าน และกลัวว่าตนจะไม่เข้าใจอะไรเลย จึงจิบไปเพียงเล็กน้อย
แม้จะเป็นเพียงคำเล็กน้อย แต่มันก็มากพอจะทำให้นางสติเลอะเลือน ร่างกายอ่อนยวบ และภายในใจว่างเปล่าร้อนรุ่ม
ในตอนนั้น ฤทธิ์ยานั้นซูจ้านเป็นผู้ช่วยบรรเทาให้...
เพื่อการนี้ นางต้องเสียความบริสุทธิ์ไป และยังต้องทนรับการคลุกเคล้าเค้นอารมณ์และการระบายอารมณ์ของเขาบนเรือนร่างนานกว่าหนึ่งชั่วยาม
ยามนั้นนางใช่ว่าจะไม่ทรมาน เพียงแต่การแนบชิดกับเรือนร่างกำยำของซูจ้านจะช่วยบรรเทาความร้อนในตัวนางได้ ภายหลังเมื่อได้เป็นเนื้อคู่กับเขา ไฟในกายนั้นก็ได้ดับมอดลง
ดังนั้น นางจึงกำมือของเป่าฉานไว้โดยสัญชาตญาณ
เป่าฉานงุนงงเงยหน้าตัวน้อยขึ้น มองเห็นสีหน้าคุณหนูของตนช่างแดงเรื่อ ริมฝีปากดั่งชาดแต้ม งามเย้ายวนดั่งกลีบดอกโบตั๋นชุ่มน้ำค้างที่กำลังเบ่งบานอย่างห้ามไม่อยู่
มือของเป่าฉานค่อนข้างเย็น เซวียหนิงกำมันไว้แน่น แล้วดึงนางเข้ามากอดไว้
เป่าฉานไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ 'คุณหนู ทำเช่นนี้เพื่ออะไรหรือเจ้าคะ'
เซวียหนิงขัดใจนัก เพราะอุณหภูมิของทั้งสองสัมผัสกัน ภายในใจกลับยิ่งทรมานหนักขึ้น
นางเบิกดวงตากลมโตฉ่ำวาวเจือน้ำขึ้นคู่หนึ่ง จ้องมองเป่าฉานด้วยความสงสัย
'เป็น...เป็นไฉนจึงไม่ได้ผล'
เป่าฉานยังไม่เคยเห็นแววตาน่าเอ็นดูของเจ้านายเช่นนี้ จึงยิ้มออกมา 'คุณหนูเจ้าคะ อะไรไม่ได้ผลกัน ต้องกอดบ่าวหรือเจ้าคะ'
สมองของเซวียหนิงยิ่งสับสนวุ่นวาย ไม่น่าแปลกใจที่ซูซีต้องมนตร์เสน่ห์กลิ่นนั้น ถึงได้กระทำเรื่องน่าอัปยศอดสูเช่นนั้นในคอกม้าได้ ที่แท้ยานี้มันแรงเกินไป ร้ายกาจกว่าที่นางซื้อไว้ก่อนหน้านี้ถึงสิบเท่า และการกอดสตรีนั้นไร้ประโยชน์ จำเป็นต้องมีบุรุษ...และต้องเป็นบุรุษที่กำยำแข็งแกร่งด้วย
