ใบหน้าหล่อเหลาที่ตึงเครียดของซูม่ายพลันคลี่ยิ้ม “เช่นนั้นข้าก็สบายใจแล้ว”
เกรงจะถูกผู้ใดจับพิรุธได้ จึงอธิบายขอไปที “ข้ายังเป็นห่วงว่าเจ้าจะโศกเศร้าเสียขวัญ หากรักษาแผลนี้ได้ไม่ดี สำหรับสตรีแล้วทำลายปราณถึงแก่น”
เซวียหนิงยิ้ม “ข้าทราบแล้ว ท่านพี่สามวางใจเถิด ตอนนี้ข้าดูแลรักษาตัวทุกวัน”
ซูม่ายฟังจบ ยื่นมือออกมาลูบศีรษะเซวียหนิงอย่างเก้ๆกังๆ ดั่งคราวยังเล็ก
ทว่าเซวียหนิงเติบใหญ่ กลายเป็นสาวสะพรั่งถึงวัยออกเรือนแล้ว
เขาแอบแดงถึงใบหู หัวใจเต้นระรัว แล้วเก็บมือใหญ่กลับไปอย่างขัดเขิน
เซวียหนิงเอียงศีรษะ ไม่ได้ต่อต้านท่าทางของซูม่าย เพียงกล่าว “ยันต์คุ้มภัยนี้เป็นของที่ข้าไปขอจากวัดเจิ้นกั๋วมาแต่ก่อน ศักดิ์สิทธิ์นัก ท่านพี่สามพกไว้ติดตัว จะคุ้มครองให้เดินทางราบรื่น”
ซูม่ายยกยิ้มมุมปาก กำยันต์คุ้มภัยไว้ในอุ้งมือ “ข้าทราบแล้ว”
ซูจ้านไม่เคยมาศาลาชีอวิ๋นอีกเลย เซวียหนิงนึกว่าเขาจะไม่มาอีกแล้ว
จวบวันที่ต้องจากจวนโหว ฟ้ายังไม่สาง ลมหนาวหวีดหวิวผ่านซี่หน้าต่าง
นางพลิกกาย ฉับพลันก็พบว่าข้างเตียงมีเงาร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งนั่งอยู่
นางตกใจสะดุ้ง นึกว่าเป็นขโมยมาลักดอกไม้
พอนางตวัดมือเล็กฟาดไป กลับถูกคนผู้นั้นกำไว้ในฝ่ามือแน่น นางจึงได้รู้สึกตัวว่าคนที่นั่งข้างกายคือซูจ้าน
ยังไม่ทันถึงยามเถ้า เซวียหนิงก็ไม่ต้องไปคารวะผู้ใด ในห้องจึงมืดสลัว
นางมองสีหน้าบุรุษไม่ชัด เพียงรู้สึกว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้น ยืนตระหง่านดุจขุนเขา
