ตอนที่ 1 ตายทั้งเป็น
ณ จวนเก่าตระกูลซู เมืองหย่งโจว
หิมะที่ตกพรำมาตลอดหลายวันปกคลุมทั่วทั้งเรือน
ยามวิกาลสงัดเงียบ เสียงฝีเท้ารีบร้อนของใครกลุ่มหนึ่งกลับดังขึ้นที่หน้าประตูจวนเก่า
เพียงครู่เดียว หญิงรับใช้ชราหลายคนสีหน้าเคร่งขรึมก็เล็ดลอดเข้ามาในเรือนด้านหลังของจวนตระกูลซูอย่างเงียบงัน
จากนั้นก็มีเสียง “ผัวะ” ดังขึ้น พร้อมกับกองจดหมายหนาเตอะที่ถูกโยนลงตรงหน้าของเซวียหนิง
“จดหมายทั้งหมดที่ฮูหยินส่งไปยังเรือนใหญ่ในเมืองหลวง ล้วนอยู่ที่นี่ครบถ้วนแล้ว บัดนี้ใต้เท้างานราชการยุ่งวุ่นวาย ไม่มีเวลามาอ่านจดหมายไร้สาระของฮูหยินพักหนึ่ง อีกทั้งช่วงนี้ที่เมืองหลวงก็กำลังวุ่นวายกับการต้อนรับเจ้าสาวใหม่เข้าจวน ใต้เท้าจึงส่งพวกข้าโดยเฉพาะ ให้นำจดหมายกลับมาคืน และยังให้พวกข้ามาให้คำตอบแก่ฮูหยินแทนใต้เท้าด้วย”
ในห้องมืดสลัว เทียนที่จุดไว้ครึ่งเล่มในคืนพายุหิมะพลันริบหรี่ราวกับจะดับลงทุกขณะ
พวกหญิงรับใช้ชราที่ส่งมาจากเรือนใหญ่ในเมืองหลวง ต่างมีสีหน้าบึ้งตึง ไร้รอยยิ้ม ใบหน้าดุดัน สายตาคมราวมีด คลาคลั่งไปด้วยเจตนาสังหาร
เปลวเทียนส่องสะท้อนเงาของพวกนาง ทาบทับลงบนผนังที่ตะไคร่จับ ราวกับเหล่าภูตผีปีศาจ
เซวียหนิงทั้งร่างโรยราไปด้วยโรคร้าย นอนซบอยู่บนเตียงเก่าที่เคลือบรักไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่ว่างเปล่าเผยอขึ้น หน้าอกเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระชาก
“เขา... เหตุใดถึงไม่มาด้วยตนเอง?”
“ใต้เท้าส่งหนังสือเหอหลีมาให้ฮูหยินตั้งนานแล้ว ฮูหยินยังจะหน้าด้านอยู่อีกเมื่อไหร่?”
“ข้าไม่เอาเหอหลี ข้าอยากพบเขา...”
“ในใจของฮูหยินน่าจะรู้ดี ผู้ที่ใต้เท้าคิดจะแต่งด้วย ไม่เคยใช่ตัวฮูหยินเลย ใต้เท้าไม่มีทางมาพบฮูหยินด้วยตนเองหรอก”
หัวใจของเซวียหนิงบีบรัดแน่น ลำคอพลันตีบตัน ถึงกับพูดอะไรไม่ออกทันใด
ในเมื่อเจ้าสาวใหม่ในเมืองหลวงกำลังจะเข้าจวน คนเก่าที่ถูกทิ้งในจวนนอกย่อมหมดประโยชน์ไปโดยปริยาย
นางมองนิ่งอยู่ด้วยน้ำตาที่นองคลออยู่นาน ในภวังค์พลันหวนคิดถึงอดีต
นางเป็นเด็กกำพร้าที่ทั้งพ่อและแม่ล่วงลับ อาศัยอยู่ในจวนเซวียนอี้โหว ได้ฮูหยินเจียงซื่อผู้เป็นภรรยาเอกแห่งจวนโหวชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่
ปีที่ปักปิ่นนั้น เพราะเหล้าชุนชิวถ้วยหนึ่งที่ใส่ยาเข้าไป ทำให้นางต้องแต่งงานกับซูจ้านซื่อจื่อแห่งจวนเซวียนอี้โหวเป็นภรรยา
จนถึงตอนนี้ก็ครบสิบปีพอดี
ต่อมาซูจ้านก็ได้กลายเป็นโส่วฝู่แห่งกรมใน ที่ทุกคนพรั่นกลัว ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือ
ใครต่อใครต่างก็ว่า นางเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่สามารถเกี่ยวดองกับตระกูลนี้ได้ เป็นบุญที่สร้างสมจากการทำบุญกุศลมาหลายชาติภพ
แต่มีเพียงตัวนางเองที่รู้ดีแก่ใจ ว่าภายในใจของซูจ้านนั้นมีรักแรกที่มิอาจลืม ซูจ้านไม่ได้รักนางเลยแม้แต่น้อย แถมยังชิงชังที่นางเสนอตัวเข้าหอ จนต้องมาเสียตำแหน่งภรรยาเอกของเขาไป
สายตาที่เขามองนาง มักจะเผยถึงความเย็นชาและรังเกียจอยู่เสมอ
หลังจากแต่งงานกันแล้ว ก็ไม่ค่อยมีเรื่องสามีภรรยาต่อนางเลย
นางถูกเขาทอดทิ้งให้อยู่แต่ในเรือนหลัง ต้องเฝ้าห้องว่างเปล่าทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นหญิงหม้ายผัวทิ้งที่รักเขาโดยไม่สมหวัง
จนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อน ในงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิ นางเผลอทำให้ซิ่วหนิงจวิ้นจู่ผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาแท้งลูกโดยไม่ระวัง
ซูจ้านเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ใช้กฎตระกูลลงโทษนางก่อน จากนั้นก็ส่งตัวนางออกนอกเมืองหลวงในคืนนั้น
ลองนับดูแล้ว ที่นางถูกซูจ้านโยนมาทิ้งไว้ที่จวนเก่าหย่งโจว ก็กินเวลาสี่ห้าปีเข้าไปแล้ว
น่าสงสารเป่าฉานสาวใช้คู่ทุกข์ที่อยู่เคียงข้างนาง ถูกเนรเทศมาที่นี่ด้วยกัน จวนเก่าทรุดโทรม ทางตระกูลซูไม่ยอมซ่อมแซมให้ พวกบ่าวรับใช้หญิงก็ละเลยไม่ใยดีนางที่เป็นภรรยาเสนาบดีผู้นี้ พวกคนเก่าแก่ในตระกูลยังรังแกที่นางไม่มีใครให้พึ่งพิง ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ ต่างรุมทำร้ายข่มเหงนางสารพัด
เป่าฉานเพียงแค่อยากจะทำบะหมี่เส้นสดให้นางสักชามด้วยตัวเองในช่วงปีใหม่ แต่กลับถูกผู้คุมกันเก่าจวนทุบตีจนตายอย่างเหี้ยมโหด
ยามปกติทั้งเสื้อผ้าและอาหารก็ขาดแคลน ถ่านไฟไม่พอยังพอว่า นึกไม่ถึงว่านางจะล้มป่วย จวนเก่าก็ยังไม่ยอมเชิญหมอมาจ่ายยาให้
เดิมทีก็เป็นแค่ไข้หวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ปล่อยทิ้งไว้จนบัดนี้ กลับกลายเป็นโรคเรื้อรังถึงขั้นกระอักเลือดไร้ทางเยียวยา
จะว่าเป็นโรคที่รักษาไม่ได้... อันที่จริงเซวียหนิงก็รู้ดีอยู่ในแก่ใจ
มันก็แค่ซูจ้านที่ทนเห็นนางอยู่ไม่ได้ สั่งคนให้วางยาพิษร้ายแรงแก่นาง ต้องการให้นางตายอย่างเงียบเชียบเท่านั้น
ทว่า ชีวิตต่ำต้อยของนาง กลับยืดยาดมาถึงป่านนี้ ไม่ยอมตายเสียที จึงกีดขวางสายตาเขา
ดังนั้น เขาจึงรอไม่ไหวอีกต่อไป ส่งคนมาสังหารนางแล้ว
เซวียหนิงโศกเศร้าจับใจ ไอจนมุมปากมีเลือดซึม อยากร้องไห้ แต่กลับร้องไม่ออก "แค่กๆ... เขา... เหตุใด... เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้..."
ยายเฒ่านั้นเห็นเซวียหนิงยังดึงดันไม่ยอมหลุดพ้น จึงถอนหายใจเบาๆ
"ฮูหยิน ทะเลทุกข์หาที่สุดมิได้ หันหลังกลับสิถึงฝั่ง"
"บัดนี้ท่านใต้เท้าเป็นถึงโส่วฝู่แห่งกรมใน จะยอมให้สตรีกำพร้าอย่างเจ้าำให้ชื่อเสียงของเขาด่างพร้อยได้อย่างไร"
เซวียหนิงได้สติกลับมา มุมปากแฝงรอยยิ้มขมขื่น แสงในดวงตาดูเหมือนจะเลือนลางลงบ้างแล้ว
ยายเฒ่าหัวหน้าส่ายศีรษะ เห็นนางยังคงไม่ยอมลงนามในหนังสือเหอหลี จึงส่งสายตาให้คนข้างกาย
ยายเฒ่าร่างบึกบึนสองคนเดินหน้าเข้าไป ใช้เชือกมัดนางแน่นหนา
แต่นางกลับไม่มีแม้แต่แรงจะดิ้นรนขัดขืน
เห็นว่าจัดการได้เกือบเรียบร้อย คนที่มาสั่งการก็เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ในเมื่อฮูหยินไม่รู้จักกาลเทศะ ก็อย่าได้โทษว่าท่านใต้เท้าใจดำอำมหิตเลย"
ร่างคนเหล่านั้นรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เพลิงผลาญก็ลุกโหมขึ้นในเรือนเล็กทรุดโทรมแห่งนี้
เซวียหนิงหัวใจตายด้าน ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ
เปลวไฟสีแดงฉาน พัดผ่านจดหมายถึงครอบครัวทีละฉบับตรงหน้านาง
ตัวอักษรสีดำบนกระดาษขาวเหล่านั้น ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นเถ้า่านทีละชิ้น
พอสายลมพัดมา ก็คล้ายฟากฟ้าโปรยปรายฝนดำ เป็นการร่ำไห้คร่ำครวญแด่ความรักที่มอบให้ผิดคนมาทั้งชีวิตของนาง
……
"คุณหนู รีบตื่นเถิดเจ้าคะ"
เซวียหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่ แล้วลืมตาขึ้น
เบื้องหน้าคือศาลาริมน้ำ หมู่มวลบุปผาชูดอกบานสะพรั่ง หิมะโปรยปรายทั่วฟ้า ราวกับเมืองสวรรค์
แต่นางมิได้ตายในทะเลเพลิงดอกหรือ?
ตระกูลซูส่งสารมาเนิ่นนานแล้วว่าซูจ้านต้องการจะเหอหลีนางและแต่งใหม่ แต่นางไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมตกลง
สุดท้ายซูจ้านก็ทนไม่ได้ที่หญิงถูกทอดทิ้งอย่างนางจะมีชีวิตอยู่ถึงปีใหม่ จึงจุดไฟเผาหวังจะสังหารนางในเรือนเก่าให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
นางหมดสิ้นความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด จึงไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน
แต่เมื่อถูกเปลวไฟลามเลีย แผดเผาจนหนังเนื้อส่งเสียงดังซ่าๆ นางก็ยังทุกข์ทรมานเป็นที่สุด
ตอนนั้นเพลิงผลาญลุกไหม้อยู่บนแผ่นหลังของนาง ร่างกายเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางร่ำไห้คลานออกไปข้างนอก ในใจเต็มเปี่ยมด้วยความเคียดแค้น
แค้นซูจ้าน แค้นโชคชะตา และแค้นตนเองยิ่งกว่า
แต่โชคดีที่ไม่นานนัก นางก็หมดสติสิ้นใจตายไป
"คุณหนู นี่ท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ?"
ใบหน้ากลมยุ้ยอวบอิ่มยื่นเข้ามาใกล้ตรงหน้า
เซวียหนิงหัวใจเต้นระทึกราวกับตีกลอง นิ่งงันไปชั่วขณะ ครึ่งค่อนวันกว่าจะตอบสนอง
เป่าฉานที่มีชีวิตชีวาเอียงศีรษะน้อยๆ ลดเสียงต่ำ เอ่ยเตือน "วันนี้เป็นวันเกิดฮูหยินเจียง เหตุใดคุณหนูจึงหนีมางีบหลับยามบ่ายที่นี่แต่ผู้เดียว? ด้านหน้าวกผู้ดีกำลังต้อนรับแขกกันอยู่ ซื่อจื่อเพิ่ง... กลับมาแล้วขอรับ อยู่ทางโรงละครนั่น"
เซวียหนิงตะลึงงัน จ้องมองเป่าฉานที่ดูเด็กลงสิบปี อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบแก้มอวบอิ่มของนาง
เป่าฉานถูกบีบจนเจ็บ ร้องเสียงหลง
ก็เสียงนี้เอง ที่เรียกสติของเซวียหนิงกลับคืนมา
"งานวันเกิดฮูหยินเจียง?"
"เจ้าค่ะ"
"ซื่อจื่อกลับจวน?"
"จะไม่ให้ใช่หรืออย่างไรเจ้าคะ?" เป่าฉานยิ้มอย่างมีนัยลึกซึ้ง คล้ายจะขอความดีความชอบ "ข้าวของพวกนั้นบ่าวเตรียมไว้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ"
สีหน้าของเซวียหนิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เอนกาย "แย่แล้ว!"
นางกลับมาเกิดใหม่แล้ว เกิดใหม่เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่นางลงแรงลงใจวางยาซูจ้าน
ยานั่นนางซื้อมาจากหอนางโลมด้วยราคาสูง
ได้ยินว่าถ้าผู้ชายกินเข้าไป ต่อให้มีวัวสิบตัวก็ฉุดไม่อยู่ จำเป็นต้องหลับนอนกับสตรีถึงจะแก้พิษได้
ยาบำรุงสุราถ้วยนั่นถูกดื่มลงคอไปแล้ว เกรงว่าต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาเอง ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
เซวียหนิงในชาตินี้ ไม่ยอมเดินซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป ไม่อยากแต่งกับซูจ้านเป็นภรรยา
ครั้นได้ฟังคำพูดของเป่าฉานพลันก็ร้อนรน รวบชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปทางศาลาเฉาฮว๋า
——— * โส่วฝู่ คือ ตำแหน่งมหาเสนาบดีอันดับหนึ่ง หัวหน้าคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เทียบ 'อัครเสนาบดี' ในชื่อเรื่อง)