เจ้าไห่ปินรู้ดีว่า ปู่ย่ารวมถึงพ่อแม่ต้องคัดค้านเรื่องที่เขาจะพักการเรียนไปทำธุรกิจอย่างแน่นอน
ในความคิดของพวกเขา เส้นทางชีวิตที่ถูกต้องก็คือเรียนมหาวิทยาลัยให้จบ แล้วหางานในหน่วยงานสักแห่งทำ
“ปู่ ย่า ผมอยากขอให้พวกท่านรับปากเรื่องหนึ่งได้ไหมครับ” เจ้าไห่ปินไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะไม่เรียนมหาวิทยาลัย แต่รีบเปลี่ยนประเด็นไปเป็นสุขภาพของปู่กับย่า
“ปู่ของเพื่อนร่วมชั้นผมเพิ่งเสียชีวิตกะทันหันเพราะเส้นเลือดในสมองอุดตันเมื่อเดือนก่อน ก่อนหน้านั้นท่านไม่มีอาการเจ็บป่วยอะไรเลยครับ”
“เพื่อนผมบอกว่า ถ้าพาปู่ไปตรวจสุขภาพตั้งแต่ก่อนหน้านี้ โรคเส้นเลือดในสมองอุดตันก็ป้องกันได้ครับ เพราะอย่างนั้น ผมอยากให้พรุ่งนี้เช้าปู่กับย่าไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายกับผม”
“ร่างกายก็แข็งแรงดี ไม่เห็นต้องไปโรงพยาบาลเลย”
เป็นอย่างที่คิด พอเจ้าไห่ปินพูดขึ้นมาเพียงประโยคเดียว ย่าก็ปฏิเสธทันทีว่าไม่มีทางไปตรวจสุขภาพ
“ไปตรวจที่โรงพยาบาลทีไร ทั้งที่ไม่เป็นอะไรก็ยังบอกว่าป่วย หมอก็แค่อยากให้คนไปซื้อยาเยอะ ๆ จะได้หาเงินเข้ากระเป๋า”
ปู่เองก็ออกความเห็นเช่นกัน
“ปู่ ย่า ไปตรวจที่โรงพยาบาลสักหน่อยจะได้สบายใจครับ”
ต่อให้เจ้าไห่ปินพูดจนปากแทบฉีก ปู่กับย่าก็ยังไม่ยอมไปตรวจที่โรงพยาบาล
ก่อนหน้านี้เจ้าไห่ปินเคยคิดไว้แล้วว่า การเกลี้ยกล่อมให้ปู่กับย่าไปตรวจสุขภาพคงยากมาก
แต่ไม่คิดว่าจะยากถึงขนาดนี้
ทั้งสามคนกินไปคุยไป กว่าจะกินมื้อเย็นอิ่ม ปู่กับย่าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ไปโรงพยาบาล
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
เขาจึงดื้อแพ่งขึ้นมา “ปู่ ย่า ถ้าพวกท่านไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ผมก็จะไม่ไปเรียนแล้ว ผมจะอยู่บ้านเป็นเพื่อนพวกท่านทุกวัน ไม่อย่างนั้นผมไม่สบายใจ”
“เด็กคนนี้นี่ ทำไมถึงไม่เชื่อฟังกันเลย ร่างกายก็ปกติดี จะไปโรงพยาบาลทำไม ไม่ใช่เสียเงินเปล่าหรือไง!”
“ผมไม่สน พรุ่งนี้พวกท่านต้องไปโรงพยาบาลกับผม เงินไม่ใช่ปัญหา เอาเงินที่ถูกลอตเตอรี่ไปแลกกับสุขภาพคุ้มจะตาย”
เจ้าไห่ปินยื่นคำขาดกับคนทั้งสองตรง ๆ ว่าจะไปตรวจที่โรงพยาบาล หรือไม่ก็จะอยู่บ้านไม่ไปเรียน
ปู่กับย่าถูกเขาตื๊อจนหมดทางเลือก จึงได้แต่รับปาก
พวกเขารู้จักหลานชายคนนี้ดีที่สุด เมื่อเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะพาพวกตนไปตรวจสุขภาพ ก็ไม่มีทางหยุดจนกว่าจะได้ดั่งใจ
ถ้าพวกเขาไม่ไปตรวจ เจ้าไห่ปินก็อาจพักการเรียนจริง ๆ
เห็นผู้สูงวัยทั้งสองยอมไปตรวจสุขภาพในที่สุด เจ้าไห่ปินก็มีความสุขมากเช่นกัน “ใช่ไหมล่ะครับ ไปตรวจสักหน่อย อย่างน้อยก็ทำให้สบายใจขึ้น”
“อีกอย่างนะครับ ปู่ ย่า พรุ่งนี้เช้าอย่ากินอาหารเช้า เพราะการตรวจบางอย่างต้องงดอาหาร ต้องรอตรวจเสร็จก่อนถึงจะกินได้ พรุ่งนี้เช้าเราออกเดินทางด้วยรถเที่ยวแรกตอน 7 โมง ไปถึงโรงพยาบาลก็พอดี 8 โมง ทันตรวจสุขภาพเลยครับ”
“เอาละ ๆ รู้แล้ว” ย่ารู้สึกอยู่ตลอดว่าหลานชายกลับบ้านคราวนี้ดูไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พูดไม่ถูกว่าต่างตรงไหน “ปินจื่อ เธอกลับบ้านไปพักผ่อนเร็วหน่อยนะ เฮ้อ นาน ๆ จะได้หยุดสักวัน ยังต้องวิ่งไปวิ่งมาที่โรงพยาบาลอีก”
เจ้าไห่ปินมีความสุขมาก ในที่สุดหลังจากได้เกิดใหม่ เขาก็เริ่มเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนในครอบครัวได้เสียที
เขาออกจากบ้านหลังเก่าท่ามกลางเสียงกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าของย่า แล้วกลับบ้านของตัวเอง
จะพักผ่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ หลังเกิดใหม่เขายังไม่ได้ตรวจดูพื้นที่มิติทั้งหมดอย่างละเอียดเลย
แม้จะสัมผัสรับรู้ผ่านพลังจิตได้โดยไม่ต้องเข้าไปในพื้นที่มิติ แต่การรับรู้นั้นไม่ชัดเจนเท่ากับการได้เห็นกับตา จึงขาดความรู้สึกสมจริงไป
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาปิดประตูรั้วกับประตูบ้าน
เจ้าไห่ปินถึงกับไม่สนใจอาบน้ำหรือพักผ่อน เขารวบรวมสมาธิเพื่อรับรู้พื้นที่มิติพกพา แล้วท่องในใจว่า “เข้าพื้นที่มิติ”
ความรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อยที่คุ้นเคยเกิดขึ้นชั่วครู่ จากนั้นเขาก็พบว่าตัวเองกลับมายืนข้างรถถานเจี๋ย เอ็มเก้าในคฤหาสน์อีกครั้ง
คืนนี้เขาตั้งใจจะตรวจดูห้องทุกห้องในคฤหาสน์ให้ทั่ว
อย่างแรกคือดูว่ามีอันตรายแอบแฝงอยู่หรือไม่
อีกอย่างคือสำรวจให้ละเอียดว่าภายในคฤหาสน์แห่งนี้มีเสบียงและสิ่งของอะไรอยู่บ้าง
ชาติที่แล้ว ในฐานะผู้ดูแลระดับกลางของกลุ่มบริษัทเติ้งจื้อ เขาเคยมาที่คฤหาสน์แห่งนี้หลายครั้ง
นอกจากห้องนอนของเติ้งจื้อ คลังสมบัติ และสถานที่ไม่กี่แห่งที่ห้ามคนอื่นเข้าแล้ว เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่หลายส่วนที่นี่
เมื่อรวมกับการรับรู้ทั่วทั้งคฤหาสน์ตอนหลบอยู่ในห้องส้วมที่โรงเรียนช่วงบ่ายวันนี้
ตอนนี้เจ้าไห่ปินจึงเข้าใจหน้าที่ของแต่ละพื้นที่ในคฤหาสน์เป็นอย่างดี
อาคารหลักของคฤหาสน์แห่งนี้ก็คืออาคารที่เขาเข้าไปเป็นที่สุดท้ายในชาติก่อน
ที่นี่คืออาคารสำนักงานของเติ้งจื้อ
ตอนบ่ายเพราะมีเวลาพักระหว่างคาบจำกัด เขาจึงเข้าไปในพื้นที่มิติได้ไม่ถึง 10 นาทีก็ต้องรีบออกมา
แต่ตอนนี้เขามีเวลาอย่างน้อยตลอดทั้งคืนให้สำรวจได้เต็มที่
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาหวังมากที่สุดคือได้โทรศัพท์มือถือกับกุญแจรถของตัวเองในชาติก่อนกลับคืนมา
เจ้าไห่ปินสงสัยมากว่า หากเอารถถานเจี๋ย เอ็มเก้ากับโทรศัพท์หัวเว่ยออกไปตอนนี้ จะสร้างความฮือฮาขนาดไหน
เขากลับมาที่ชั้นหนึ่งอีกครั้ง เดินผ่านโถง แล้วเข้าไปในห้องทำงานที่มีวงแหวนกำหนดพิกัดกาลอวกาศอยู่
คราบเลือดบนพื้นยังคงอยู่ ส่วนวงแหวนกำหนดพิกัดกาลอวกาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นก็ยังอยู่ตรงนั้น
ห้องทำงานนี้มีพื้นที่มากกว่า 50 ตารางเมตร
ด้านเหนือเป็นผนังฉากหลัง ส่วนด้านตะวันออกเป็นหน้าต่างกระจกเต็มบาน
โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ทำจากไม้ชิงชันพม่า วางขวางชิดหน้าต่างกระจกเต็มบาน บนโต๊ะมีจอคอมพิวเตอร์เดลล์หนึ่งจอ คีย์บอร์ดหนึ่งอัน กระบอกใส่พู่กันไม้แดงหนึ่งใบ และแฟ้มเอกสารหลายแฟ้ม
เจ้าไห่ปินเดินเข้าไปพลิกดู เป็นเอกสารรายงานการทำงานของแผนกธุรกิจในเครือบริษัททั้งนั้น
เมื่อเปิดบานตู้ด้านซ้าย เขาก็พบกล่องของขวัญบรรจุอย่างประณีตสามกล่องอยู่ข้างใน
ดูจากลวดลายบนกล่องก็พอเดาได้ว่า กล่องหนึ่งเป็นชุดน้ำชาดินจื่อซา กล่องหนึ่งเป็นงานหัตถกรรมจากคริสตัลธรรมชาติ และอีกกล่องเป็นชุดจานผลไม้เงินแท้
ของทั้งสามกล่องยังไม่ได้แกะห่อ น่าจะเป็นของฝากที่เติ้งจื้อวางทิ้งไว้ตามสะดวก
ทางด้านขวามีลิ้นชักสามช่อง
เมื่อดึงลิ้นชักช่องแรกออกมา สิ่งที่อยู่ข้างในคือปืนพกซิกซาวเออร์ เอ็มสิบแปดสีเงินกระบอกหนึ่ง
ชาติที่แล้วเจ้าไห่ปินเคยเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยังเคยแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมหลายครั้ง เขาจึงคุ้นเคยกับปืนหลากหลายชนิดเป็นอย่างดี
ซิกซาวเออร์ เอ็มสิบเจ็ดกับเอ็มสิบแปดเป็นปืนพกประจำการของกองทัพสหรัฐฯ
เอ็มสิบเจ็ดเป็นรุ่นขนาดมาตรฐาน ใช้เป็นอาวุธหลักของกองทัพบก
เอ็มสิบแปดเป็นรุ่นกะทัดรัด ใช้ในกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธิน
ปืนพกทั้งสองรุ่นติดตั้งศูนย์เล็งจุดแดงระดับสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ใช้โครงอะลูมิเนียมอัลลอยเกรดอากาศยานและออกแบบเป็นโครงสร้างปิด จึงใช้งานได้ในสภาพอากาศและแสงสว่างหลากหลายแบบ
เขาหยิบปืนพกขึ้นมา แล้วถอดซองกระสุนออกอย่างชำนาญ ภายในบรรจุกระสุนไว้เต็ม 17 นัด
ไห่ปินเองก็ชอบซิกซาวเออร์ เอ็มสิบแปดมาก
ปืนพกรุ่นนี้มีระยะยิงหวังผล 50 เมตร
ทั้งทนทานและแม่นยำ อีกทั้งยังออกแบบให้ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนได้เป็นชุด
ที่เรียกว่าออกแบบเป็นชุดก็เพราะอุปกรณ์เสริมของปืนพกเป็นอะไหล่มาตรฐาน เวลาซื้อปืนจึงสามารถซื้ออะไหล่ที่สึกหรอง่ายเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ตามต้องการ
อย่างซองกระสุนก็เตรียมไว้เพิ่มได้อีกหลายอันตามความจำเป็น
ยิ่งสำหรับคนอย่างเจ้าไห่ปินที่มีพื้นที่มิติพกพาด้วยแล้ว หากเก็บซองกระสุนที่บรรจุกระสุนไว้เต็มหลายสิบอันในพื้นที่มิติ ก็แทบจะมีกระสุนใช้ไม่หมด
เจ้าไห่ปินใส่ซองกระสุนกลับเข้าไป ยกปืนเล็งไปทางหน้าต่างด้วยมือข้างเดียว แล้ววางกลับลงในลิ้นชัก
นอกจากปืนพกแล้ว ในลิ้นชักยังมีซองกระสุนสำรองอีกสองอัน ซึ่งบรรจุกระสุนไว้เต็มเช่นกัน
มีปืนพกกระบอกนี้แล้ว ต่อไปเวลาเดินทางไปทำธุระต่างประเทศก็มีอาวุธไว้ป้องกันตัว
ปืนพกไม่ใช่อาวุธเพียงชนิดเดียวในพื้นที่มิติแห่งนี้
ทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือของคฤหาสน์มีเขตหลอกลวงทางโทรคมนาคมขนาดประมาณ 4 หมู่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นั่นล้วนมีปืนเล็กยาวอัตโนมัติเอเคเจ็ดสิบสี่ประจำตัว
ตอนวงแหวนกำหนดพิกัดกาลอวกาศตัดพื้นที่ออกมา มันขับไล่ทั้งคนและสัตว์ออกไปหมดแล้ว ดังนั้นทั่วทั้งคฤหาสน์จึงไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว
เจ้าไห่ปินมีเหตุผลให้เชื่อว่า อาวุธที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านั้นใช้ต้องมีหลงเหลืออยู่แน่นอน
