“ศิษย์อาหลานโจว ดูหนังสือภาพอีกแล้วหรือ?”
ตำหนักคลังคัมภีร์ สำนักศึกษาจี้เซี่ย หน้าประตูใหญ่ มองดูโจวไห่ที่นอนเอกเขนกดูหนังสือภาพบนเก้าอี้ผ้าใบ ฉู่เฉินส่ายหน้าระอา
ศิษย์อาหลานผู้นี้ ช่างทำให้อาจารย์ของเขาปวดเศียรเวียนเกล้าจริงแท้!
ตนเองขี้เกียจฝึกตนก็แล้วไป ยังไม่ยอมรับศิษย์อีกสักคน นี่คิดจะให้ตำหนักคลังคัมภีร์สิ้นสายเลือดรึ!
“มีธุระหรือ?”
โจวไห่วางหนังสือภาพลง เอียงคอมองถาม
“ศิษย์อาหลานโจว วันนี้เป็นพิธีเปิดสำนักทุกสามปี ยอดฝีมือจากทั่วแคว้นต้าโจวต่างพากันมา อาจารย์บอกว่า ครานี้ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องรับศิษย์ให้ได้สักคน!”
ฉู่เฉินหาได้ดูถูกโจวไห่ที่ไร้ปราณใดไม่ กลับเอ่ยอย่างเคารพ
“ไม่ไปหรอก!”
“ให้ตายสิ ข้าก็แค่พวกกินข้าวเปล่า ตัวเองยังฝึกตนไม่เป็น แล้วจะรับศิษย์บ้าอะไรกัน?”
โจวไห่ทำหน้ารังเกียจยิ่ง
เขาสาบานได้เลย ไม่ใช่ตนไม่อยากรับศิษย์
ตำหนักคลังคัมภีร์น่ะเรื่องมากชะมัด ทุกวันต้องคัดลอกคัมภีร์ต่างๆ ยุ่งจนหัวหมุน
เขายังอยากรับศิษย์สักแปดร้อยพันคน กลุ่มหนึ่งช่วยจัดการตำหนักคลังคัมภีร์ให้ตน อีกกลุ่มปรนนิบัติตนอยู่แล้ว!
แต่คิดก็แค่คิด ต้องมีวาสนาพอด้วยสิ!
ผู้ข้ามมิติคนอื่นได้นิ้วมือทองคำมาก็บินทะยานเลย! ส่วนเขาเล่า ข้ามมิติมาเจ็ดปี นิ้วทองก็ได้มาเจ็ดปี
ลงชื่อเข้าฝึกถึงวันนี้ ระบบให้รางวัลเป็นโอสถ วิชายุทธ์ ศาสตราเทพกองพะเนิน!
แต่ปัญหาคือ ร่างกายของคนโลกธรรมดาอย่างเขา ไม่สามารถฝึกฝนได้เลย อีกทั้งระบบก็ไม่เคยคิดจะให้รางวัลเป็นกายสิทธิ์เจ๋งๆ อะไรสักอย่าง!
หลายปีมานี้ต้องนั่งเฝ้าขุมทรัพย์แต่ใช้การไม่ได้ ไร้วรยุทธ์เช่นนี้ ใครมันจะอยากเป็นศิษย์ของเขา?
“ศิษย์อาหลาน ฟังที่ท่านพูดเข้า ถึงท่านฝึกฝนไม่ได้ แต่ข้าฝึกได้นะขอรับ อีกทั้งยังมีอาจารย์ของข้า!”
“อาจารย์บอกว่า ท่านแค่รับศิษย์อย่างเดียว อาจารย์จะนำพวกข้าผลัดเวรสอนให้ท่าน แน่นอนว่าจะช่วยอบรมให้เป็นผู้สืบทอดที่คู่ควรแก่ท่าน!”
ฉู่เฉินรีบลดเสียงกระซิบ
“จริงรึ?”
ตาของโจวไห่เป็นประกาย ใจเต้นแรงทันควัน
หากมีคนช่วย เช่นนั้นแล้วเขายังต้องกังวลอะไรอีก?
ต้องรีบรับศิษย์ร้อยแปดสิบคนมาปรนนิบัติข้าเสียก่อน!
แต่ใจเขาเริ่มวอกแวก ยังไม่ทันให้ฉู่เฉินได้พูด ในห้วงสำนึกก็มีเสียงไร้กลไกของระบบดังขึ้น: “ติ๊ง: ตรวจพบจิตใจมุ่งมั่นในการรับศิษย์ของท่านโฮสต์ กระตุ้นภารกิจหลักของระบบสำเร็จ——รับศิษย์!”
“ติ๊ง: ตรวจพบ ร่างกายยุทธภพอมตะ ภายในรัศมีร้อยลี้ มีพรสวรรค์ขั้นไร้เทียมทาน ศักยภาพขั้นไร้เทียมทาน เชิญท่านโฮสต์รีบไปรับศิษย์โดยเร็ว!”
“หมายเหตุ: รับศิษย์สำเร็จ ท่านโฮสต์จะได้รับ ร่างกายยุทธภพอมตะ และเปิดใช้กลไกการคืนกลับสิบเท่า ผลการฝึกฝนของศิษย์ จะคืนกลับแก่ร่างของท่านโฮสต์สิบเท่า!”
“นอกจากนี้ยังมีรางวัลอีกมากมาย!”
เสียงที่ดังขึ้นมากะทันหันทำเอาโจวไห่สะดุ้งเฮือก แต่พอตั้งสติได้ เขาก็รู้สึกว่าตนแทบจะบ้า
ระบบเฮงซวยนี่ มีภารกิจหลักดีๆ แบบนี้แล้วไม่ปล่อยออกมาแต่เนิ่นๆ ช่างเหลือทนนัก
ฉู่เฉินที่อยู่ข้างๆ พอจะเตรียมโน้มน้าวอย่างอดทนเพื่อให้โจวไห่รับศิษย์ กลับเห็นโจวไห่กระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมา
“อาเฉินเอ๋ย ไม่พูดมากแล้ว เราไปรับศิษย์กัน!”
คำพูดนี้หลุดออกมา ฉู่เฉินถึงกับงงไปชั่วขณะ
เกิดอะไรขึ้น พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกรึ? ศิษย์อาหลานปลาเค็มผู้นี้ทำไมถึงได้กระตือรือร้นนัก?
“ยืนนิ่งทำไม? พาข้าบินเดี๋ยวนี้!”
“จากที่นี่ไปเมืองติ้งไห่ใต้เขาตั้งกว่าร้อยลี้ ท่านคงไม่คิดจะให้ข้าเดินไปหรอกนะ?”
เห็นฉู่เฉินเหม่อลอย โจวไห่ก็เร่งเร้า
“อ้อ อ้อ อ้อ...”
ฉู่เฉินมึนงงไปหมด รีบประคองศิษย์อาหลานปลาเค็มผู้นี้กลายเป็นแสงรุ้งพาดผ่านฟ้า ลับหายไปจากที่แห่งนี้ในพริบตา
เป่ยฮวงมีสี่ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ ต้าโจว ต้าเฉียน ต้าหย่วน ต้าถัง!
ในฐานะแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเป่ยฮวง สำนักศึกษาจี้เซี่ยได้ก่อตั้งสาขาไว้ในทั้งสี่ราชวงศ์ สำนักศึกษาจี้เซี่ยที่โจวไห่สังกัดอยู่ เป็นสาขาของต้าโจว ตั้งอยู่ที่เมืองติ้งไห่
เมืองติ้งไห่นั้นได้ชื่อมาจากสำนักศึกษาจี้เซี่ย หมายถึงเป็นเสาหลักปักสมุทรของชาติ ได้ถูกยกให้แก่สำนักศึกษาจี้เซี่ยตั้งแต่แรกแล้ว ในที่แห่งนี้ นอกจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยแล้ว ราชตระกูลแห่งต้าโจวก็ยังไม่กล้าแสดงอำนาจ
บังเอิญตรงกับช่วงที่สำนักเปิดรับศิษย์ทุกสามปี เมืองติ้งไห่ในตอนนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ลานรับศิษย์อันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนตั้งแต่เนิ่นๆ
ยอดฝีมือแห่งต้าโจวรวมตัวกัน แสนคนล้วนอยากฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาจี้เซี่ย มหกรรมเช่นนี้ย่อมเป็นที่สนใจเป็นธรรมดา
“ตูม! ตูม! ตูม!”
ทันใดนั้นบนลานก็มีเสียงระฆังสามครั้ง ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นพากันเปลี่ยนสีหน้า แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบนที่นั่งก็ล้วนตาลุกวาว มองดูบุรุษหนุ่มผู้มากความสามารถที่ทำให้ระฆังชะตาหยั่งเสียงสามครั้ง เผยจิตใจอันแรงกล้าที่จะรับศิษย์
“นี่คือคุณชายน้อยแห่งสกุลเจิ้งหรือนี่? ยอดฝีมือไร้เทียมทานโดยแท้!”
“ใต้หล้าล้วนรู้ดี ศิลาจารึกจี้เซี่ยคือของวิเศษวัดพรสวรรค์ที่หาสิ่งใดเทียบ เขาไม่เพียงทำให้ศิลาจารึกจี้เซี่ยเปล่งแสงสูงสิบจั้งได้ ยังทำให้ระฆังชะตาหยั่งเสียงถึงสามครั้ง ระฆังชะตานี้คือของสำคัญที่ชี้ชะตาการพัฒนาชีวิตคนทีเดียวนะ!”
“พรสวรรค์ไร้ขีด ชะตาฟ้าเหลือล้น ครานี้สำนักศึกษาจี้เซี่ยต้าโจวไม่เพียงได้ยอดฝีมือเพิ่มอีกคน ยังเป็นผู้ฝึกกระบี่อีกด้วย ถูกลิขิตให้ไร้ผู้ต่อกรในโลกหล้า!”
ผู้คนรอบข้างที่มามุงดูต่างชี้ไม้ชี้มือ ถกเถียงกันไม่หยุด
ส่วนพวกยอดคนจากทั่วทิศที่เข้าร่วมทดสอบ ต่างก็มีสีหน้าอิจฉาอยู่ในอก
อนาคตของเจิ้งเฉียนคุนผู้นี้ ถูกกำหนดให้คนต้องแหงนมองแล้ว!
“ศิษย์ผู้นี้ข้าจะรับเอง!”
ทันใดนั้น บนที่ผู้อาวุโส ผู้อาวุโสแห่งตำหนักยุทธ์ก็ทุบโต๊ะลุกขึ้น
“หลีกไป ไยต้องเจ้ามายุ่ง? ไม่เห็นรึว่าเจ้าเด็กดีของข้าเป็นผู้ฝึกกระบี่? เขาย่อมต้องเข้าตำหนักกระบี่ของข้า!”
ผู้อาวุโสตำหนักกระบี่เบะปาก ถึงกับเรียกศิษย์รักด้วยความสนิทสนมแล้ว
“ใครว่าผู้ฝึกกระบี่จำเป็นต้องเข้าตำหนักกระบี่? ตำหนักศึกษาของข้าก็มีวิถีกระบี่ฮ่าวหยาน ข้าว่าเหมาะสมกับเขามากทีเดียว!”
ผู้อาวุโสแห่งตำหนักศึกษาส่งเสียงฮึดฮัด
เมื่อเห็นเหล่าผู้อาวุโสทะเลาะกันเพื่อจะแย่งตน เจิ้งเฉียนคุนก็ทำสีหน้าภาคภูมิ กวาดตามองไปทั่วทั้งลานอย่างผู้หยิ่งผยอง ราวกับมีปณิธานจะกดทั้งยุคไว้ใต้ฝ่าเท้า
ในยามนี้เขาสว่างไสวดุจแสงอาทิตย์ ทุกคนต่างจับจ้องมาที่เขา แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น “ขอทาน” คนหนึ่งที่อยู่ใต้กำแพงหอคอยไกลออกไป แขนขาพิการ สภาพเหมือนโคลนตม แต่ยังคงดั้นด้นคลานมาทางนี้!
และในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังแย่งกันรับศิษย์นั้น ฉู่เฉินก็พาโจวไห่แปลงเป็นแสงรุ้งมาถึง ชั่วขณะนั้นก็ดึงดูดความสนใจของทุกคน
“อ้าว โจวปลาเค็ม ไฉนจึงมาได้?”
“โฮะ นี่มันปรมาจารย์ปลาเค็มแห่งตำหนักคลังคัมภีร์นี่นา วันนี้มีอารมณ์ดีออกมาชมวิวเล่นหรือ!”
เมื่อเห็นโจวไห่ชัดๆ บรรดาผู้อาวุโสก็เอ่ยปากหยอกเย้าทันที เพียงแต่น้ำเสียงนั้นทั้งจนใจและแฝงความกังวลเล็กน้อย
จนใจก็เพราะสำนักมีพวกกินข้าวนอนเปล่าเช่นนี้ นับว่าทำให้สำนักต้องอัปยศ
กังวลก็ตรงที่ เจ้าหนุ่มนี่ในฐานะผู้สืบสกุลเพียงหนึ่งเดียวของตำหนักคลังคัมภีร์ มาจนป่านนี้ ศิษย์ก็ยังไม่มีสักคน
ตามกฎของตำหนักคลังคัมภีร์ การรับศิษย์ของแต่ละตำหนัก หากเป็นศิษย์คนแรกของสำนัก จะมีสิทธิ์เลือกก่อน
กล่าวคือหากเจ้าหมอนี่ยินยอม เขาก็สามารถฉกตัวยอดคนที่มีพรสวรรค์ดีที่สุดในลานไปเป็นศิษย์ได้เลย โดยคนอื่นไม่มีสิทธิแย่ง
คิดถึงตรงนี้ ทุกคนก็พากันมองไปยังเจิ้งเฉียนคุนในลาน หวังเพียงว่า หากเจ้าหมอนี่ถูกเลือกขึ้นมา อย่าได้โง่เขลาไปเป็นศิษย์ไหว้ครูของโจวไห่ มิเช่นนั้นคงต้องถูกทำให้เสียคนแน่!
“ข้ามาเพื่อรับศิษย์น่ะสิ!”
“จะให้มีแต่พวกเจ้าที่ยกโขยงศิษย์ลูกศิษย์หลาน ข้าต้องเดียวดายลำพังรึ?”
โจวไห่กลอกตาไปมา พลางพูดพลางกวาดสายตามองไปทั่วลาน
บรรดาผู้ที่ผ่านการทดสอบ แต่ถูกเขาจับตามอง ต่างพากันถอยกรูด ท่าทางราวกับหลบเทพมรณะ
เมื่อเขามองไปที่เจิ้งเฉียนคุน เจิ้งเฉียนคุนก็ถอยหลังไปหลายก้าวเช่นกัน
“ขออภัยผู้อาวุโสโจว ข้าไม่ประสงค์เข้าตำหนักคลังคัมภีร์!”
ยังไม่ทันให้โจวไห่ได้เอ่ย เจิ้งเฉียนคุนก็ชิงพูดก่อน
คำกล่าวนี้ทำให้รอบด้านฮือฮา แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังอดขำไม่ได้
ไม่ต้องมองทั่วต้าโจว แค่ทั่วเมืองติ้งไห่ใครบ้างไม่รู้จักโจวไห่?
ปลาเค็มผู้นี้มาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างสำนักศึกษาจี้เซี่ย มันช่างโดดเด่นเกินไป
“เอ่อ...”
โจวไห่ชะงักเล็กน้อย กลอกตาใส่เจิ้งเฉียนคุนอย่างจนคำจะพูด
เด็กนี่สมองไม่ปกติหรือไร?
ตนบอกว่าจะรับเขารึ?
ช่างเก่งกว่านักมวยหญิงเสียอีก แค่มองก็มีผิดแล้ว!
ขณะกำลังคิด โจวไห่ก็ตาเป็นประกาย สายตาพุ่งตรงไปยังนอกฝูงชน ที่มีขอทานคนหนึ่งกำลังดั้นด้นคลานอยู่บนพื้น
การเรียกเขาว่าขอทานก็ยังชมเกินไป
เขาประหนึ่งดั่งหนอนตัวหนึ่ง ทั้งตัวส่งกลิ่นเหม็นเน่า
มือเท้าพิการเช่นเขา ถึงกับคลานก็ยังทำไม่ได้ ได้แต่ดั้นด้นขยับไปทีละนิด
ที่ใดที่เขาเคลื่อนผ่าน ย่อมเป็นที่รังเกียจของคนอื่น พากันอยู่ห่างๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้ ขอทานไปข้างอื่น อย่ามาก่อกวนที่นี่!”
ศิษย์สำนักศึกษาจี้เซี่ยก็สังเกตเห็นคนผู้นี้ จึงรีบเข้าไปไล่
แต่ในเวลานี้ ในตาของโจวไห่กลับปรากฏข้อมูลของคนผู้นี้ขึ้นมาไม่ขาดสาย
เฉินเป่ย ฉายา ปาอ๋อง ร่างกายยุทธภพอมตะแต่กำเนิด ขั้นแย่งชะตา ขั้นเก้า!!
เกิดมาเพื่อศึก คลั่งไคล้เพื่อศึก! เจตนาอยู่ที่การปกปัก เทพยืนขวางก็ฆ่าเทวดา พุทธะมาขวางก็ฆ่าพุทธะ!
เดิมทีเขาเป็นองค์ชายแห่งต้าเฉียน เพราะไม่พอใจที่แต่ละสำนักใหญ่กดขี่ขูดรีดในแผ่นดิน ปฏิบัติต่อราษฎรต้าเฉียนเยี่ยงมดปลวก จึงเริ่มการต่อสู้
แรกเริ่มไม่มีใครเห็นเขาอยู่ในสายตา จนกระทั่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ลบล้างสำนักเล็กไปกว่าโหล จนถึงขั้นลงมือกับสำนักใหญ่ และในที่สุดก็เรียกความโกรธแค้นจากทุกฝ่าย
เมื่อจักรพรรดิองค์ก่อนสวรรคต การแย่งชิงอำนาจในราชสำนักก็ปะทุขึ้น
ขณะที่กำลังจะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ ครอบครองชะตาฟ้าแห่งแคว้น
แต่ละสำนักใหญ่ลงมือ อีกทั้งการปราบปรามขององค์ชายคนอื่นๆ รวมถึงการทรยศของคู่หมั้น ทำให้สายเลือดของปาอ๋องดับสูญสิ้น
ภายใต้การล้อมโจมตีของยอดฝีมือนับไม่ถ้วน เขาแหลกละเอียดเป็นผุยผง
ทุกคนคิดว่าเขาตายแล้ว แต่ไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะอดทนมาได้ถึงเพียงนี้ และยังหนีออกจากแคว้นต้าเฉียน
ในฐานะเจ้าของร่างกายยุทธภพอมตะ ต่อให้ต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ เขาก็ยังคงไม่ย่อท้อ ดิ้นรนเพื่อหาทางเอาชีวิตรอดและหวนคืนสู่การต่อสู้!
เมื่อรับรู้ข้อมูลทั้งหมดนี้แล้ว โจวไห่ก็อดถอนหายใจไม่ได้: “เด็กนี่ช่างทรหดนัก ถึงขั้นนี้แล้วยังคงไม่ย่อท้อ!”
“น่าจะเรียนรู้จากข้าบ้าง ล้มตรงไหนก็นอนตรงนั้นสบายใจ ไม่ดีกว่าหรือ?”