ม่อซังอวี๋มิได้ตอบสนองในทันที
นางจ้องมองอู๋มู่เลเงียบ ๆ จนความอดทนของเขาแทบหมดสิ้น ในที่สุดนางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ดี ข้าจะรอคำชี้แจงจากผู้นำอู๋ก็แล้วกัน”
กล่าวจบก็อ้อมตัวเขา เดินตรงไปยังเต็นท์ของตน
อู๋มู่เลยืนอยู่กับที่ มองเงาร่างของนางเลือนหายไปในราตรี ความรู้สึกผิดบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาอำมหิต
เขาหันกลับไป ถลึงตามองไปทางกองไฟ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วลั่นกร๊อบ
“ผู้นำ”
เวลานั้นเอง คนสนิทของอู๋มู่เลก็ปรากฏตัวขึ้น กระซิบข้างหูเขาว่า “เรื่องที่ท่านให้ข้าน้อยไปตรวจสอบ มีเบาะแสแล้วขอรับ”
“งั้นหรือ? กลับไปค่อยว่ากัน”
……
ม่อซังอวี๋กลับถึงเต็นท์
เพิ่งวางม่านสักหลาดลง เงาร่างสีเขียวก็ลื่นไหลเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
คนผู้นั้นคือฉู่ฉางหลาน
เขาพิงผนังสักหลาดข้างประตู กอดอกมองม่อซังอวี๋ บนใบหน้าเจือแววหยอกเย้าและท่าทีรอดูเรื่องสนุก “พลิกโต๊ะแล้วเดินจากไป ช่างวางท่าผ่าเผยนัก แต่เจ้าไม่กลัวหรือว่าจะทำให้เขาโมโหจนลงไม้ลงมือกันตรงนั้น?”
ไยจื้อยืนอยู่เบื้องหลังม่อซังอวี๋ราวกับเงา มิได้แสดงท่าทีประหลาดใจที่ฉู่ฉางหลานปรากฏตัว เพียงคอยระแวดระวังความเคลื่อนไหวด้านนอก
ม่อซังอวี๋เดินไปนั่งข้างตั่งเตี้ยที่ปูด้วยหนังสัตว์นุ่มนิ่ม พลางนวดหว่างคิ้ว น้ำเสียงราบเรียบ “โมโหก็โมโหไป อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องฆ่าเขาอยู่ดี”
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะฆ่าเขาได้?”
“เพื่อความรอบคอบ ควรตามหาหมอยาผู้นั้นให้พบก่อน สืบให้รู้ว่ายาที่เขาดื่มคืออะไร แล้วหาวิธีทำลายเกราะหินบนตัวเขา ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”
“เจ้า……”
ฉู่ฉางหลานมองนาง แววตาฉายความไม่อยากเชื่อ “เจ้าคิดจะเล่นงานเผ่าบนทุ่งหญ้าจริง ๆ หรือ?”
“ข้าดูเหมือนกำลังพูดเล่นหรือ?”
ม่อซังอวี๋ย้อนถาม ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “หากไม่อยากช่วยก็ไปเสีย ไม่มีใครบังคับเจ้า”
ฉู่ฉางหลาน “……”
นิสัยเช่นนี้ เฟิ่งสิงอวี้ทนได้อย่างไร?
เย่อเอ๋อของเขายังดีกว่าเสียอีก
อ่อนโยนน่ารัก ทั้งยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
“เห็นแก่เย่อเอ๋อ ข้าย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว”
ฉู่ฉางหลานทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนหมุนตัวจากไป
“คุณหนู”