หน้าหนาเสียจริง!
แม้แต่ภาพลักษณ์เย็นชาและสูงส่งก็พังทลายลงหมดแล้ว!
นี่หรือคือสิ่งที่เล่าลือกันว่าเป็นคนคลั่งรัก?
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ม่อซังอวี๋ชอบอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย
“ใครไล่เจ้าไปกัน? เป็นเจ้าเองต่างหากที่รับปากว่าจะกลับไปนอนห้องตัวเอง”
“แล้วคืนนี้ข้ากลับมาได้หรือไม่?” เฟิ่งสิงอวี้รีบฉวยโอกาสไต่ถาม ดวงตาดำขลับจ้องมองนาง
ม่อซังอวี๋มิได้ตอบตกลงในทันที เพียงยกมือขึ้นจิ้มแก้มเขาเบา ๆ “ดูความประพฤติของเจ้าก่อน”
นั่นหมายความว่านางยอมผ่อนปรนแล้ว
เฟิ่งสิงอวี้พลันโล่งใจ อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขากุมมือนางขึ้นจุมพิตเบา ๆ ครั้งหนึ่ง “ได้ ข้าจะทำตัวให้ดีอย่างแน่นอน”
ม่อซังอวี๋กลอกตามองเขา แต่ก็มิได้ดึงมือกลับ
ทั้งสองกอดกันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง เฟิ่งสิงอวี้จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เรื่องเวินจือเสี่ย พวกเราออกเดินทางวันมะรืนหรือ?”
“เจ้าจัดการธุระเสร็จหมดแล้วหรือ?”
“อืม ใกล้เสร็จแล้ว”
ม่อซังอวี๋หันมองเขา “เช่นนั้นพวกเราไปสำรวจภูมิประเทศแถววัดหานถานก่อน ทำความคุ้นเคยไว้”
เฟิ่งสิงอวี้ตอบว่า “ได้ ทุกอย่างตามใจเจ้า”
……
ยามราตรี
ฤดูร้อนอากาศร้อนอบอ้าว หลังม่อซังอวี๋อาบน้ำเสร็จ นางก็สวมชุดนอนผ้าโปร่งบางเดินออกจากห้องอาบน้ำ
นางเดินเท้าเปล่า เส้นผมยาวที่แห้งไปได้ครึ่งหนึ่งสยายคลุมบ่า มีไอน้ำพร่างพรมอยู่จาง ๆ
พอเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเฟิ่งสิงอวี้เอนกายพิงอยู่บนเตียงของนาง ในมือถือม้วนตำราอ่านอยู่
เพิ่งยอมให้เขากลับมา เขาก็โผล่มาแล้ว
แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เส้นสายงดงามเป็นธรรมชาติ ขนตาหนาเป็นแพ ใต้สันจมูกโด่งสูงคือริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากัน สีหน้าจดจ่อทำให้เขากลับมามีท่าทีเย็นชาและสูงส่งเช่นปกติ
ม่อซังอวี๋ชะงักฝีเท้าอยู่กับที่ อดมองเขาเพิ่มอีกสองครั้งไม่ได้
เฟิ่งสิงอวี้สัมผัสได้ถึงสายตานาง จึงเงยหน้ามองมา พอดีกับจับสายตาที่นางยังไม่ทันเก็บกลับไปได้
มุมปากเขายกขึ้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนวางตำราลง “เอ๋อร์อวี๋ ท่านรักของเจ้าดูดีหรือไม่?”
รอยยิ้มนี้ทำให้บุคลิกของเขาแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังงดงามจนผู้คนละสายตาไม่ได้
ม่อซังอวี๋พยักหน้าตามตรง “ดูดี”
พูดจบ นางก็เดินเข้าไปหาเขา