เขาเกือบจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่า “เจ้าป่วยหรืออย่างไร?”
“นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?”
“ข้าว่างนักหรือ?”
ม่อซังอวี๋เองก็อารมณ์ไม่ดีนัก “ใช้เย่อเอ๋อมาข่มขู่เจ้า เจ้าก็บอกมาว่าจะรับตำแหน่งหรือไม่”
ฉู่ฉางหลาน “……”
กว่าจะปลดภาระลงได้ไม่ง่าย ชีวิตสุขสำราญเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน ก็จะให้เขากลับไปอีกแล้วหรือ?
“เจ้าวางใจเถอะ แค่ให้เจ้าช่วยดูแลแทนชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเย่อเอ๋อกลับชาติมาเกิดแล้ว ข้าจะปล่อยเจ้าไป รอเจ้าตามหาเย่อเอ๋อพบแล้ว ค่อยว่ากันตามความสมัครใจของพวกเจ้า อยากกลับมาก็กลับมาได้ หากไม่อยากกลับ ข้าจะบ่มเพาะประมุขเมืองคนใหม่ที่เหมาะสมขึ้นมาแทน”
แววตาของฉู่ฉางหลานไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
ม่อซังอวี๋กล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้บอกหรือว่า หลังตามหาเย่อเอ๋อพบแล้วก็ยังอยากกลับมา? ตอนนี้ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว อย่าปล่อยให้เสียเปล่าเล่า”
“แล้วประมุขเมืองอย่างข้า มีอำนาจจริงหรือไม่?”
“ย่อมมีแน่นอน”
เฟิ่งสิงอวี้รับคำต่อ “กิจการทุกอย่างของเมืองโยวตู้ เจ้ามีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ พวกเราจะไม่เข้าไปก้าวก่าย เพียงให้เจ้ารายงานเป็นระยะเท่านั้น”
“รายได้ภาษีของเมืองโยวตู้ เจ้าสามารถเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ใช้ในการก่อสร้างเมืองและค่าใช้จ่ายทางทหาร อีกครึ่งหนึ่งส่งขึ้นมา แต่รายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องชัดเจนและตรวจสอบได้”
ฉู่ฉางหลานเงียบไป
ภายในกระโจมเงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำชาเดือดเบา ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ได้ ข้าจะช่วยพวกเจ้าดูแลแทนไปก่อน แต่หลังจากนี้ก็ยังต้องฟังความเห็นของเย่อเอ๋อด้วย”
“ไม่มีปัญหา”
ม่อซังอวี๋กล่าวว่า “วันนี้เจ้าเก็บข้าวของ แล้วกลับเมืองโยวตู้ได้เลย”
ตอนนี้ในเมืองเหลือเพียงพวกหยานฉิง เวลาผ่านไปนานเช่นนี้ ม่อซังอวี๋ย่อมอดเป็นห่วงไม่ได้
“...ได้!”
ฉู่ฉางหลานลุกขึ้น เดินออกจากกระโจมไปอย่างขุ่นเคือง
เยี้ยนซวีคำนับเฟิ่งสิงอวี้กับม่อซังอวี๋ แล้วเดินตามออกไปด้วย
เพิ่งออกไปได้ครู่เดียว ฉู่ฉางหลานก็เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง ล้วงกระดาษหนังแกะครึ่งแผ่นออกจากอกเสื้อแล้วโยนให้ม่อซังอวี๋ “นี่คือของที่เจ้าต้องการ เอาไป”
ม่อซังอวี๋หยิบขึ้นมาดู ที่แท้ก็เป็นกระดาษหนังแกะอีกครึ่งแผ่นที่เหลือนั่นเอง