จะหาอะไรให้เขาน่ะ?
กู้จิ่นจือยังไม่ทันจากไป พอได้ยินคำนี้ก็รีบเงี่ยหูฟัง
ฮูหยินจะหาอะไรให้เขากัน?
ม่อซังอวี๋เห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม “หาเวลาสักวัน พวกเราจัดงานดูตัวให้ท่านกูกันเถอะ คัดเลือกภรรยาให้ท่านโดยเฉพาะ เป็นอย่างไร?”
“ไม่เอาด้วยหรอก!”
กู้จิ่นจือได้ยินก็รีบปฏิเสธทันที “ข้ายุ่งจนแทบตายแล้ว ไม่มีเวลา!”
“เช่นนั้นต่อไปก็อย่าพูดอีกว่าอยากอยู่อย่างโดดเดี่ยวจนแก่ตาย” เฟิ่งสิงอวี้กล่าว
“อยู่โดดเดี่ยวจนแก่ตายก็ไม่เป็นไร หากพวกท่านเห็นใจข้าจริง ก็รีบไปดึงเวินจือเสี่ยมาให้ข้าเสียที”
กู้จิ่นจือทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง แล้วรีบจากไป
อยากได้เวินจือเสี่ยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
แววตาของม่อซังอวี๋ไหววูบเล็กน้อย
“กำลังคิดอะไรอยู่?”
เฟิ่งสิงอวี้คอยสังเกตปฏิกิริยาของม่อซังอวี๋อยู่ตลอด พอเห็นสายตานางผิดปกติ ก็พลันระแวดระวังขึ้นมา “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ช่วงนี้เจ้าคงยุ่งมากสินะ”
“...ก็แล้วแต่เรื่อง”
“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าอีกไม่กี่วันจะกลับเมืองโยวตู้ไปตรวจอาวุธ เช่นนั้นช่วงนี้ก็ต้องเร่งจัดการธุระทางนี้ให้เรียบร้อยไม่ใช่หรือ?”
ม่อซังอวี๋ขยับไปนั่งใกล้เขาอีกนิด ริมฝีปากแดงยกยิ้มบาง ๆ “ข้าจะไปจับคนสักคน รอข้ากลับมา ธุระของเจ้าก็คงใกล้เสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยไปเมืองโยวตู้พร้อมข้า”
“เจ้าจะไปจับเวินจือเสี่ยหรือ?”
เฟิ่งสิงอวี้กุมมือนางไว้ แววตาลึกล้ำ “นางอยู่ข้างกายฉู่เทียนสงมานานหลายปี เจ้าคิดจะบุกไปจับนางในค่ายของฉู่เทียนสงตามลำพัง หรือจะพาไยจื้อไปด้วย?”
“ข้ากำลังปรึกษาเจ้าอยู่”
ม่อซังอวี๋ดึงมือออกจากมือเขา “หากเจ้าไม่อยากให้ข้าพาไยจื้อไป ข้าก็ไม่พาไปหรอก แค่จับคนคนเดียวเท่านั้น ข้าไม่มีทางปะทะกับฉู่เทียนสงแน่”
“ถึงเจ้าจะจับนางมาได้ นางก็ไม่มีทางยอมสวามิภักดิ์ต่อพวกเราด้วยความสมัครใจ”
“ข้ารู้ นางไม่มีทางยอมแน่ แต่หากข้าพานางไป ฉู่เทียนสงก็จะเสียที่ปรึกษาผู้ปราดเปรื่องไป เมื่อฉู่เทียนสงไม่มีนางคอยช่วยเหลือ ก็เท่ากับช่วยพวกเราแล้ว เจ้าว่าอย่างไร?”
“……”
เฟิ่งสิงอวี้จ้องนางอยู่นานโดยไม่พูดอะไร
เขาไม่ได้ตอบตกลง และไม่ได้โต้แย้งอีก เพียงจ้องนางอยู่เช่นนั้น ลมหายใจพลันหนักอึ้งและเย็นเยียบขึ้นมาเล็กน้อย