“เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน อย่างไรเสีย อาวุธเหล่านี้ก็ดีกว่าที่เคยใช้มาแต่ก่อนมากแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นที่ข้าคาดหวังเท่านั้น”
“อาวุธสำคัญจริง ๆ เช่นนั้นเอาอย่างนี้เถิด”
ม่อซังอวี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจ “ข้าจะลองศึกษาดูก่อน วางใจเถิด ข้าจะหล่ออาวุธที่เจ้าพอใจออกมาให้ได้แน่นอน”
“อืม”
“เจ้าทำต่อไปเถิด ข้ากลับก่อน”
พูดจบ นางก็หมุนตัวจะเดินจากไป ทว่าเฟิ่งสิงอวี้กลับจับมือนางไว้ไม่ยอมปล่อย
เขาจ้องนางด้วยแววตาลึกล้ำ บีบนิ้วนางเบา ๆ แล้วกดเสียงต่ำลง “คืนนี้...ข้าไปนอนที่ห้องเจ้าได้หรือไม่”
ม่อซังอวี๋ “……”
ลานฝึกทหารเต็มไปด้วยผู้คน แม้ทุกคนไม่กล้ามองอย่างโจ่งแจ้ง แต่จะแอบมองนั้นกล้าหาญไม่น้อย
ไม่เพียงแอบมอง ยังแอบหัวเราะกันอีกด้วย
ใครจะคิดว่า ท่านเจ้าเมืองผู้เย็นชาเฉยเมย ไม่ใยดีใครในยามปกติ พออยู่ต่อหน้าฮูหยินกลับมีสภาพเช่นนี้
ช่างเป็นพวกตาถั่วเสียจริง
ม่อซังอวี๋ไม่ได้ตอบคำถามของเขา
นางลูบเอวตนเอง
นี่ก็วันที่สองแล้ว ยังปวดเมื่อยอยู่เลย
ความรู้สึกในครั้งแรกช่างไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ทำให้ม่อซังอวี๋รู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง
แม้นางจะชอบรูปร่างของเฟิ่งสิงอวี้ก็ตาม
“ทางนั้นมีคนเรียกเจ้า”
ม่อซังอวี๋ชี้ไปทางเฟิ่งสิงอวี้ ครั้นเขาหันกลับไปมอง นางก็ฉวยโอกาสวิ่งหนีไป
“อยู่ที่ไหน?”
เขากวาดตามองไปรอบหนึ่ง ไม่เห็นว่ามีใครเรียกตน พอหันกลับมาอีกครั้ง ในสายตาก็ไม่มีเงาของม่อซังอวี๋แล้ว
เจ้าเด็กจอมโกหก
……
ระหว่างทางกลับ ม่อซังอวี๋แวะซื้อขนมอร่อย ๆ มาหลายอย่าง พอกลับถึงจวน สิ่งแรกที่ทำก็คือไปเยี่ยมไยจื้อ
เมื่อเห็นว่าคุณหนูมาเยี่ยมตน ไยจื้อก็มีแววตาตื่นตระหนกปนซาบซึ้ง
เขาคิดว่าตนเป็นเพียงทาสคนหนึ่ง เหมือนเมื่อก่อนที่สังเวียนสัตว์ ต่อให้บาดเจ็บ พิการ หรือถึงตาย ก็ไม่มีใครเหลียวแล
ใครจะคิดว่าคุณหนูจะมาเยี่ยมเขาด้วยตนเอง!
ขอบตาของไยจื้อแดงขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะพยายามข่มความรู้สึกเอาไว้
“หมอหลัวตรวจดูแล้วหรือ?”
ม่อซังอวี๋วางขนมในมือลงบนโต๊ะ แล้วถามด้วยความห่วงใย “ว่าอย่างไรบ้าง?”
“ตรวจแล้วขอรับ”
ไยจื้อหลุบตาลง น้ำเสียงนอบน้อมอ่อนโยน “หมอหลัวบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก กินยาแล้วพักรักษาตัวสักสองวันก็หายขอรับ”
