รถขนย้ายนักโทษแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือเรือนจำแห่งไหน
นี่เป็นครั้งที่สองที่เย่จื้อฟางเจอเจ้าหนุ่มตงจื่อนี่ และรู้สึกว่าคนผู้นี้มีความชั่วร้ายบางอย่างแฝงอยู่ ปากไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย แต่ก็เคยช่วยเหลือเฉินตงผิง
ส่วนจะตัดสินว่าเขาเป็นคนดีหรือคนเลว นั่นไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเธอจะไปประเมินได้
เมื่อเย่จื้อฟางหันไปมองเฉินตงผิง ก็เห็นเขาน้ำตาไหลอาบแก้ม ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นครั้งที่สองที่เฉินตงผิงร้องไห้
ครั้งแรกคือตอนที่เขารู้ความจริงว่าพ่อแม่จากไปเพราะสาเหตุใด ถ้าเป็นเธอเองก็คงเกลียดแค้นจนอยากให้ครอบครัวของอาสองพินาศย่อยยับไม่ต่างกัน
น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นยุคแห่งกฎหมาย และพยานเพียงคนเดียวก็เป็นคนแก่ ต่อให้ไปแจ้งความก็ไม่รู้ว่าจะนับเป็นหลักฐานได้หรือไม่
ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ก็ทำได้เพียงทำให้ครอบครัวของอาสองไม่มีที่อยู่อาศัย ส่วนหลังจากนี้พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ก็คือผลกรรมที่สมควรได้รับแล้ว
“เฉินตงผิง เธอไม่เป็นไรนะ” เย่จื้อฟางเอ่ยถามเสียงเบา
ชาวบ้านแถวนั้นเริ่มแยกย้ายกันไปทีละสองสามคน เมื่อหมดเรื่องสนุกแล้ว จะให้เดินเข้าไปถามตำรวจในสถานีตำรวจว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่คิดว่าชีวิตตัวเองยืนยาวเกินไปหรอก
เฉินตงผิงยกมือขึ้นปาดหน้าลวก ๆ ครั้งก่อนที่เจอตงจื่อ น่าจะเป็นตอนที่เขาถูกควบคุมตัวเพราะขโมยของมูลค่าเล็กน้อย
แต่ครั้งนี้ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นเขาถูกใส่กุญแจมือทั้งมือและเท้า คุมตัวส่งไปยังเรือนจำ ที่นั่นก็เป็นเพียงที่คุมขังชั่วคราวเท่านั้น จนกว่าศาลจะตัดสินคดีจึงจะถูกส่งไปรับโทษในเรือนจำจริง
“พี่ครับ ตงจื่อไม่ใช่คนเลวจริง ๆ นะครับ ผมแค่ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาถึงจะออกมา ถ้าวันหนึ่งเขาออกมาได้ ผมอยากช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงลำบากไปให้ได้”
