เย่จื้อเหิงกำลังจะอ้าปากพูด แต่ชายคนที่นอนอยู่บนพื้นกลับลุกขึ้นมาโวยวายทำทีเป็นผู้บริสุทธิ์เสียก่อน
“เขาเป็นขโมยนะ ผมขัดขวางเขาไว้ แต่เขากลับทำร้ายผม ตอนนี้ผมยังเจ็บทั่วตัวเลย”
เย่จื้อเหิงเองก็ใจร้อนอยู่เหมือนกัน เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยโดนขโมยกล่าวหาว่าเป็นขโมยเป็นครั้งแรก นี่ยังมีความยุติธรรมในโลกนี้อีกไหม
“เขาต่างหากที่เป็นขโมย ผมเป็นเจ้าของแผงขายของในตลาดเสื้อผ้าใกล้ๆ นี่ คือเจ้านี่มันกระชากกระเป๋าสตางค์ของลูกค้าผมไป ผมวิ่งไล่ตามมาตลอดทาง หมอนี่ยังอยากจะแบ่งเงินกับผมอีก เมื่อกี้ผมเพิ่งต่อยมันไปหมัดหนึ่ง ใช่แล้ว คนที่อยู่แถวนี้เป็นพยานให้ผมได้”
เย่จื้อเหิงรู้ว่าตอนที่เขาลงมือต่อยคนเมื่อกี้ ก็มีคนบางส่วนยืนมุงดูอยู่แถวๆ นี้ แต่คนพวกนั้นกลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลย
ขณะนั้นเอง ผู้หญิงอุ้มเด็กคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพูดว่า “ฉันเป็นพยานให้ได้ ทั้งสองคนวิ่งมาไล่เลี่ยกัน ตอนแรกกระเป๋าสตางค์อยู่ในมือคนที่นอนกับพื้น เขาบอกว่าอยากแบ่งเงินกับคนที่วิ่งตามมา สุดท้ายหมอนั่นก็ต่อยเขาไปหมัดหนึ่ง กระเป๋าสตางค์ก็เลยตกมาอยู่ในมือคนนี้”
หล่อนเอามือชี้ไปทางนั้นที ทางนี้ที พลางพยายามเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทหารจากกรมทหารทั้งสองนายก็เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว พวกเขามีหน้าที่จับกุมคนร้าย แต่ไม่มีอำนาจในการสอบสวน ตอนนี้ทั้งสองคนนี้รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไปที่สถานีตำรวจด้วยกัน
ทหารที่พูดเมื่อครู่กระชากคอเสื้อของชายที่นั่งอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น “ไปกับผม เรื่องอะไรก็ไปว่ากันที่สถานีตำรวจ ซุนเผิง นายไปกับสหายคนนี้ แล้วพาคนที่ถูกขโมยกระเป๋าตังค์ไปที่สถานีตำรวจด้วย”
ชายที่นอนกับพื้นถูกกระตุกขึ้นมา จะยอมให้ทหารทั้งสองคนจับไปง่ายๆ ได้อย่างไร เขาจึงเริ่มโวยวายขึ้นอีกว่า “พวกนายสองคนก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจ มีสิทธิ์อะไรมาจับฉันไปที่สถานีตำรวจ พวกนายสังกัดกรมไหน ฉันจะไปฟ้องร้องพวกนายที่กรม”
