พ่อกับแม่ของฉู่เยว่มีลูกสาวเพียงคนเดียว ตั้งแต่เล็กจนโต เธอเป็นแก้วตาดวงใจที่ทั้งคู่ทะนุถนอมยิ่งกว่าสิ่งใด
บ้านคนอื่นอาจไม่มีผู้ปกครองไปประชุมเลยสักคน แต่บ้านเธอไปกันเป็นทีม ทั้งพ่อทั้งแม่เข้าร่วมประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย พ่อฉู่กับแม่ฉู่ต่างเป็นกำลังหลักของคณะกรรมการผู้ปกครอง พอฉู่เยว่เรียนมัธยมปลายและต้องเดินทางไกล ทั้งคู่ก็ซื้อบ้านใกล้โรงเรียนแล้วย้ายตามลูกสาวไปอยู่ด้วย
ครอบครัวเธอเป็นบ้านเศรษฐีที่ได้ประโยชน์จากการเวนคืนที่ดิน มีบ้านกับร้านค้าปล่อยเช่ากว่าสิบแห่ง เงินเก็บก็ไม่น้อย แถมยังเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตแบบเครือข่ายอีกสองแห่ง ปกติพ่อฉู่กับแม่ฉู่แค่แวะไปดูร้านบ้าง นอกนั้นแทบไม่มีอะไรให้ทำ
นอกจากคอยอยู่เป็นเพื่อนลูกสาว งานอดิเรกที่ทั้งคู่ชอบที่สุดก็คือเล่นไพ่นกกระจอก หลังฉู่เยว่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ พ่อกับแม่ก็หลงใหลการเล่นไพ่นกกระจอกยามค่ำคืนขึ้นมาอีกอย่าง
ถ้าคืนก่อนเกิดเหตุพ่อกับแม่ออกไปเล่นไพ่ ตอนซอมบี้ระบาด พวกเขาก็คงยังนอนชดเชยอยู่ที่บ้าน
ถึงไม่ได้ไปเล่นไพ่ โอกาสที่พ่อกับแม่จะออกจากบ้านในช่วงเช้าก็มีไม่มาก ขอแค่พวกเขาไม่ออกไปไหนก็น่าจะปลอดภัย!
เพราะที่บ้านเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต ครอบครัวฉู่เยว่จึงไม่เคยขาดแคลนอาหาร
บ้านเธอยังมีดาดฟ้าขนาดใหญ่กว่าสองร้อยตารางเมตร แม่ฉู่ปลูกพืชผักสารพัดชนิดไว้ ขอแค่พวกเขาไม่ออกจากบ้านก็ต้องเอาตัวรอดได้แน่ และรอจนเธอกลับไปถึงบ้านได้แน่นอน
ส่วนเรื่องที่พ่อกับแม่ฉู่จะกลายเป็นซอมบี้หรือไม่นั้น ฉู่เยว่ไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้เลยตลอดสองชาติ
เธอแค่กังวลว่าพ่อกับแม่จะออกมาตามหาเธอ และกลัวว่าพวกเขาจะคลาดกันระหว่างทาง
ตอนเด็ก ๆ พ่อเคยบอกฉู่เยว่ว่า ถ้าเจออันตรายอย่าวิ่งหนี ให้หาที่ปลอดภัยแล้วรอพ่อ ต่อให้ไกลแค่ไหนพ่อก็จะตามหาเธอจนเจอ
ชาติก่อนเธอรออยู่ที่ฐานผู้ลี้ภัยหลานเฉิงนานกว่าครึ่งปี จนหมดหวัง สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับบ้านไปตามหาพ่อกับแม่เอง
