จ้าวซิงยังเด็ก ในตอนนี้เขายังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของกู้หยวน ในสายตาของเขา การเป็นผู้บำเพ็ญเซียนไม่ได้จะทำให้บิดาผิดหวัง
นับตั้งแต่กู้หยวนสอนจ้าวซิงฝึกวรยุทธ์ยามว่าง เด็กคนนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาก
กู้หยวนไม่แน่ใจว่าคัมภีร์วรยุทธ์ที่เขาซื้อมาแบบส่งเดชนี้ง่ายเกินไป หรือพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของจ้าวซิงไม่เลว ภายในเวลาเพียงสามปี จ้าวซิงกลับฝึกฝนจนเกิดลมปราณภายใน
ต่างจากพลังคาถาในร่างผู้บำเพ็ญเซียน ลมปราณภายในของวรยุทธ์อ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้จ้าวซิงแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย
เวลาออกไปช่วยถอนหญ้าที่นาหลิงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้น ทำงานหนักทั้งวันก็ไม่เห็นมีทีท่าเหนื่อยล้า
จ้าวเย่ว์เองก็สังเกตเห็นความแตกต่างของจ้าวซิง ทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจ เมื่อไม่มีรากวิญญาณก็ไม่สามารถบำเพ็ญเซียนได้ ต่อให้ใช้วิธีลัดมีพลังอยู่บ้างแล้วจะทำอะไรได้
วันนี้ กู้หยวนกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำพำนัก หูอี้เดินเข้ามาคนเดียว มือถือสุราไหหนึ่ง สีหน้าโศกเศร้าเล็กน้อย
“เหตุใดจึงมาเพียงผู้เดียว?” กู้หยวนถาม
หลังจากหูอี้สนิทสนมกับจางอวิ๋นไฉแล้ว ทั้งสองออกไปผจญภัยหาโชควาสนาด้วยกันแทบทุกครั้ง
“หลังจากนี้ก็คงมีเพียงข้าเพียงผู้เดียวแล้ว มา ดื่มสุรากับข้าหน่อย”
มองสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของหูอี้ กู้หยวนก็ตระหนักว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่
เขาหยิบถ้วยสุราสองใบออกมา ยกไหสุราขึ้นรินสองถ้วย “ไอ้จางอวิ๋นไฉนั่นเล่า?”
“หลังจากนี้คงไม่ได้พบเขาอีกแล้ว ออกไปข้างนอกครานี้โชคไม่ดี ไม่เพียงไม่ได้อะไรเลย ยังถูกพวกโจรบำเพ็ญขวางทางไว้อีก หากไม่ใช่เพราะข้าโชคดีมีวิชาลับเร่งพลังกระบี่บิน ข้าก็คงต้องตายอยู่ที่นั่นเช่นกัน โจรบำเพ็ญขั้นหลอมปราณแปดสามคน พวกเราสองคนไม่มีทางต้านทานได้เลย”
หูอี้หน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่
ในวันวาน ทั้งสองออกไปหาโชควาสนากลับมา มักจะมาที่นี่เพื่ออวดโอ่ให้กู้หยวนฟังเสมอ บัดนี้กลับเหลือเพียงหูอี้ผู้เดียวแล้ว
“ศิษย์น้องกู้ เจ้าว่าการบำเพ็ญเซียนนี้มันมีความหมายใดกันเล่า มองไปไม่เห็นจุดสิ้นสุด ดิ้นรนมาตั้งหลายปีเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นหลอมปราณท้าย ๆ แต่ข้าก็อายุหกสิบเจ็ดปีแล้ว ยังจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปีกัน?”
มองหูอี้ที่ค่อนข้างท้อแท้ กู้หยวนร่วมดื่มสุราด้วยถ้วยหนึ่ง ปลอบว่า “ชะตาคนเราย่อมต่างกัน ศิษย์พี่หูรอดตายมาได้ ภายหน้ามิแน่ว่าจะไม่มีโอกาสบรรลุขั้นสร้างฐานเลย มิเหมือนกับข้า ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคงไม่มีทางบรรลุถึงระดับพลังของท่านในตอนนี้”
หูอี้ส่ายหน้า “สิ่งนี้จะมีประโยชน์อันใด เมื่อเจอผู้ที่พลังสูงกว่าก็ยังต้องหนีเอาชีวิตรอด ขั้นสร้างฐานน่ะหรือ? หากไม่มีโชควาสนาที่เพียงพอ จะบรรลุถึงได้ง่ายดายที่ไหนกัน”
ทั้งสองดื่มสุราหมดไปหนึ่งไหในถ้ำพำนัก กู้หยวนจึงนำสุราออกมาจากถ้ำอีกสองไหเพื่อดื่มต่อ
เมื่อราตรีมาเยือน หูอี้ดื่มจนเมามายล้มลงกับพื้น ไม่รู้สึกตัว กู้หยวนที่ร่วมดื่มด้วยก็มึนงงศีรษะเช่นกัน เลยนอนลงกับพื้นตามไป
รุ่งเช้า หูอี้สร่างเมา สีหน้าของเขาสูญเสียความอกผายใจสู้อย่างที่เคยมีไปแล้ว
“ศิษย์น้องกู้ หากคราหน้าข้ายังกลับมาได้อีก บางทีอาจจะได้เป็นเพื่อนบ้านกับเจ้าที่นี่ บนเขาชิงหลินนี้ ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ”
“ศิษย์พี่หู ท่านจะทำอะไร?”
กู้หยวนเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวของหูอี้แล้วรู้สึกถึงความไม่ดี
“ด้วยเหตุใดที่พวกเราตรากตรำลำบากไปล่าสัตว์อสูร ทรัพยากรที่ได้มากลับถูกผู้อื่นแย่งชิงไป แถมยังต้องทิ้งชีวิตไว้อีก ผู้อื่นทำได้ ข้าหูอี้ก็ย่อมทำได้ ข้าจะไปครั้งนี้ หากไม่กวาดล้างพวกโจรบำเพ็ชนั่นให้ราบคาบ ก็จะไม่กลับมา”
พูดจบ หูอี้ก็หมุนตัวเดินจากไป มองแผ่นหลังของเขา กู้หยวนได้แต่ถอนหายใจ เส้นทางที่เขาต้องเดินนั้น กำหนดไว้แล้วว่าต่างจากตน
หลังจากหูอี้จากไป สามปีต่อเนื่อง กู้หยวนก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าสังเวยชีพอยู่ข้างนอก หรือกลายเป็นโจรบำเพ็ญไปแล้ว
จ้าวเนี่ยนน้องสาวของจ้าวซิงอายุครบแปดขวบ จ้าวเย่ว์ยืมศิลาวัดวิญญาณมาอีกครั้ง ให้ความหวังเล็กน้อยให้นางทดสอบรากวิญญาณ ข้าง ๆ กัน จ้าวเหยียนที่อายุน้อยกว่าสองปี จ้องมองด้วยดวงตาโตคู่หนึ่งด้วยความไม่เข้าใจต่อสิ่งที่บิดาทำ
ศิลาวัดวิญญาณสีขาวนวล เมื่อสัมผัสสองมือของจ้าวเนี่ยนแล้ว ค่อย ๆ สว่างขึ้นด้วยรัศมีสีน้ำเงินเขียว เมื่อเห็นดังนั้น จ้าวเย่ว์ก็เต็มไปด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เนี่ยนเอ๋อร์ เจ้ามีรากวิญญาณ เจ้ามีรากวิญญาณแล้ว เจ้าสามารถบำเพ็ญเซียนได้”
จ้าวซิงมองดูน้องสาวจ้าวเนี่ยนด้วยสายตาอิจฉาอยู่บ้าง เขาอายุสิบหกปีแล้ว อีกสองปีก็จะต้องจากที่นี่ไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ ไม่เคยออกจากเขาชิงหลินเลย ในสองปีนี้เขาค่อนข้างสับสน
กู้หยวนมองดูระดับรากวิญญาณของจ้าวเนี่ยน ในแววตาฉายแววหวนอาลัย ในปีนั้นเขากับจ้าวเนี่ยนเหมือนกัน ก็ปรากฏรัศมีสีน้ำเงินเขียวอ่อนจาง รากวิญญาณขั้นเก้า
การที่จ้าวเนี่ยนมีรากวิญญาณ ทำให้จ้าวเย่ว์ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้นาง ทรัพยากรที่สั่งสมมาหลายปี ก็มอบให้จ้าวเนี่ยนใช้อย่างไม่เสียดาย มองดูแล้วทำให้สองพี่น้องจ้าวซิงอิจฉาไม่น้อย
จ้าวซิงหมดความหวังแล้ว แต่ในสายตาของจ้าวเหยียนกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาปรารถนาว่าในอีกสองปีข้างหน้าเขาจะมีรากวิญญาณเช่นกัน
ผ่านการบำเพ็ญเพียรมาเกือบสิบเจ็ดปี ในที่สุดกู้ซิงเหอก็ออกจากแผนกงานจิปาถะของสำนักภายนอก พลังบำเพ็ญบรรลุถึงขั้นหลอมปราณสาม
ระดับรากวิญญาณของเขาดีกว่ากู้หยวนเล็กน้อย เป็นรากวิญญาณขั้นแปด ตอนอยู่ที่แผนกงานจิปาถะของสำนักภายนอก แต่ละเดือนจะได้รับโอสถรวมชี่หนึ่งเม็ด หลังจากผ่านการฝึกฝนมายาวนาน ในที่สุดก็ได้เป็นศิษย์สำนักนอกทั่วไปของสำนักชางเสวียน
สหายคนนั้นของเขามีระดับความสามารถไม่ดีเท่ากู้ซิงเหอ ยังคงดิ้นรนอยู่ในขั้นหลอมปราณสองอยู่
หลังจากกู้ซิงเหอกลายเป็นศิษย์สำนักนอกทั่วไปแล้ว เขาตั้งใจมาที่นี่ของกู้หยวนเป็นพิเศษ
สองอาจากับหลานนั่งอยู่ในถ้ำพำนัก กู้ซิงเหอต้องการได้รับคำแนะนำจากกู้หยวนว่า หลังจากนี้เขาควรจะพัฒนาไปในทิศทางใด
กู้หยวนมองดูกู้ซิงเหอ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ความหวังของปู่เจ้าคือการสืบสกุลกู้ต่อไป ข้อนี้ท่านได้บรรลุแล้ว
ความสามารถของข้านั้นแย่ยิ่ง เส้นทางเซียนยากเย็นกว่าเจ้าเสียอีก ข้าให้คำแนะนำเจ้ามากมายนักไม่ได้ เรื่องนี้ต้องดูที่ใจของเจ้าเอง
ใช้โอกาสที่ยังหนุ่มแน่น หาคู่ครองมาใช้ชีวิตร่วมกันก็ดี ออกไปเสี่ยงโชคแสวงหาโอกาสบรรลุขั้นสร้างฐานก็ดี ล้วนต้องให้เจ้าตัดสินใจเอง
หากเจ้าบำเพ็ญเพียรอย่างเรียบง่ายเช่นข้า แท้จริงแล้ว การใช้ชีวิตเป็นชาวไร่วิญญาณอยู่ที่เขาชิงหลินนี้ก็นับว่าไม่เลว”
กู้ซิงเหอเต็มไปด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว “อาเล็ก ท่านเคยบอกว่า หากไม่อยากถูกผู้อื่นรังแก ก็ต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่ง ข้าอยากสู้เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นของข้า”
ได้ฟังดังนั้น กู้หยวนก็เข้าใจถึงการเลือกของกู้ซิงเหอแล้ว
เขาพูดอย่างเรียบเฉยว่า “การที่เจ้ามีใจสู้เช่นนี้ดีมาก อาก็หวังว่าในภายหน้าเจ้าจะมีความสามารถที่ดี”
“อาเล็ก ข้าเพิ่งออกมาจากแผนกงานจิปาถะ ไม่มีศิลาหลิงติดตัวสักกี่ก้อน ท่านพอจะให้ข้ายืมศิลาหลิงไปซื้ออาวุธคาถาได้หรือไม่ ข้าตั้งใจว่า หลังจากนี้จะไปทิวเขาว่านหลิงกับพรรคพวกเพื่อตามหาโชควาสนา”
กู้ซิงเหอพูดคุยอยู่ไม่กี่ประโยค ก็เผยให้เห็นจุดประสงค์หลักที่เขามาที่นี่
กู้หยวนยิ้มอย่างสุขุม “พูดอะไรว่ายืมกันเล่า ของของอาก็คือของของเจ้า เพียงแต่ตลอดหลายปีนี้ ข้าอาเองก็ไม่มีเงินเก็บอะไร ที่นี่มีศิลาหลิงเก็บอยู่ร้อยก้อน เป็นสิ่งที่ข้าสะสมมานาน เจ้าเอาไปซื้ออาวุธคาถาเถิด”
กู้หยวนนำศิลาหลิงทั้งหมดในถุงเก็บของออกมายื่นให้กู้ซิงเหอ นี่คือศิลาหลิงทั้งหมดที่เขาสะสมมาตลอดหลายปี
กู้ซิงเหอรับศิลาหลิงมา แววตาแสดงความยินดี “ขอบพระคุณอาเล็กยิ่ง ด้วยศิลาหลิงเหล่านี้ ก็เพียงพอให้ข้าซื้อกระบี่บินได้หนึ่งเล่มกับยันต์ป้องกันตัวอีกจำนวนหนึ่ง ความกรุณาของอาเล็ก ข้าไม่ขอกล่าวขอบใจมากความ ภายภาคหน้า กู้ซิงเหอจะต้องคอยปรนนิบัติดูแลท่านยามแก่ชราและจัดการศพให้อย่างแน่นอน”
กู้หยวนโบกมือ “นี่ไม่จำเป็นเลย ข้าอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะรอให้ทะลวงถึงขั้นหลอมปราณห้า แล้วค่อยออกไปดูโลกภายนอกบ้าง บางทีวันดีคืนดีอาจตายอยู่ข้างนอก เจ้าดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” กู้ซิงเหอส่ายหน้า “อาเล็ก ท่านวางใจเถิด รอให้ข้าบำเพ็ญเพียรสำเร็จ ข้าจะพาท่านออกไปดูโลกภายนอก อยากไปที่ไหนพวกเราก็ไปที่นั่น”
กู้หยวนยิ้มพร้อมกับพยักหน้า “เช่นนั้น ข้าอาก็รอให้เจ้าเติบใหญ่มีอนาคตในภายภาคหน้าเถิด”
หลังจากกู้ซิงเหอจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้หยวนก็เลือนหายไป กลับกลายเป็นความกังวลแทน
ใต้เข่าของพี่ชายรอง มีเพียงกู้ซิงเหอผู้เดียวที่มีรากวิญญาณ ไม่รู้ว่าการออกไปหาโชควาสนาครั้งนี้ จะเป็นเคราะห์หรือโชค
ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง กู้หยวนเองก็ไม่อาจจัดการอะไรได้มากมาย ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง
หากบังคับให้เขาใช้ชีวิตเหมือนเช่นตนเอง บางทีก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดี