ครั้นแต่งกับแซ่ฟาง ตู้เสวียอี้ก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่กับนางอย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต
เจ้าสาววัยสิบห้าชันษา อายม้วนซบอยู่ในอ้อมอกเขา เอวบางราวกับถูกเขาออกแรงเพียงนิดก็จะหักสะบั้นลงได้
สงสารนางที่ยังเด็ก ก่อนร่วมหอทุกครั้ง เขาจะดื่มยาคุมกำเนิดก่อน คิดรออีกสองปีให้นางอายุมากขึ้นค่อยมีบุตร
ไม่คาดคิดว่าแต่งได้สองเดือนก็ต้องออกรบ ยิ่งคาดไม่ถึงว่าแซ่ฟางจะตั้งครรภ์
ไม่เคยระแวงว่านางจะมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง คิดเพียงว่าหมอที่จ่ายยาให้เขาฝีมือไม่ถึงขั้น น้ำยาจึงคุมกำเนิดไม่อยู่
พลางสงสารแซ่ฟางที่อายุยังน้อยต้องเป็นมารดา พลางเฝ้ารอให้สงครามยุติเร็ววัน จะได้กลับบ้านไปพบภรรยาและบุตร
แต่สิ่งที่รอคอยกลับกลายเป็นการทรยศของแซ่ฟาง
แล้วบุตรที่เกิดมาทั้งๆ ที่เขากินยาคุมแล้ว จะใช่สายเลือดของเขาหรือไม่?
บ่าวรับใช้ของแซ่ฟางให้คำตอบแก่เขาแล้ว แซ่ฟางแอบคบชู้กับชายผู้นั้นตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกรบ
เขาพยายามข่มใจอย่างที่สุดเพื่อโน้มน้าวตนเองว่า เด็กน้อยไม่ผิด
หากแต่ก่อนหน้านี้เขาคาดหวังจะได้พบหน้าบุตรีมากเท่าใด เมื่อทราบความจริงก็ต่อต้านเด็กคนนั้นมากเท่านั้น อย่างมากที่สุดที่ทำได้คือให้เด็กอยู่ในจวนเติบใหญ่
ส่วนจะไปพบหน้านั้น ย่อมไม่มีทาง
เพียงแต่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า เด็กจะถูกทารุณ
บนแขนผอมเกร็งเต็มไปด้วยรูเข็มประปราย รอยแส้บนแผ่นหลังพาดทับกันนับไม่ถ้วน ดวงตากลมใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่รู้สึกปลอดภัย
เขาเพียงแตะต้อง ร่างเล็กๆ ก็สั่นงันงก
“คนมา! ลากไอ้ทาสสวะนี่ออกไป แล้วสอบสวนให้ดี ว่าใครให้อาจหาญมาทารุณนาย” ตู้เสวียอี้ไม่มีประสบการณ์ปฏิบัติกับเด็ก จึงได้แต่หันหลังไปเตะยายปอบนั้นทีหนึ่ง
ใบหน้าอาบรอยสังหารเย็นเยียบ
แม่นมที่ดูแลเด็กก่อนหน้านี้ตายไปแล้ว ยายปอบนี่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ ทว่ารอยเข็มบนแขนเด็กกลับมีแผลใหม่
เขาเกลียดแซ่ฟาง แต่ก็มิอาจทนให้ไอ้สารเลวพวกนี้รังแกเด็กต่อหน้าต่อตาเขาได้
“โหวเหยโปรดไว้ชีวิต” ยายปอบหวาดกลัวเหงื่อแตกพลั่ก นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่า โหวเหยที่กลับมาจวนครึ่งปีไม่เคยเหลียวแลคุณหนูใหญ่ จะโผล่มาที่นี่กะทันหัน
องครักษ์ฟังคำสั่งแล้วลากตัวออกไป
ไม่นาน เสียงร้องโหยหวนของยายปอบก็ดังมาจากนอกประตู เด็กน้อยที่เดิมก็หดตัวเป็นก้อนอยู่แล้ว ยิ่งมีแววหวาดกลัวมากขึ้น
“อย่ากลัว” เว่ยชิงเยี่ยนที่มากับตู้เสวียอี้ นั่งยองๆ ตรงหน้าเด็ก ลูบใบหน้าเด็กเบาๆ
“มันผ่านไปแล้ว จากนี้ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าอีก บิดาของเจ้าจะปกป้องเจ้า ท่านอา…ก็จะปกป้องเจ้าเช่นกัน”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนยิ่ง ทำให้สีหน้าระแวดระวังของเด็กเจือจางลงบ้างเล็กน้อย
โน้มตัวอุ้มเด็กขึ้น เว่ยชิงเยี่ยนให้ศีรษะเล็กๆ ซบไหล่ของนาง แล้วลูบไล้ท้ายทอยเด็กเบาๆ ไปมา เด็กน้อยที่ไม่กล้าเปล่งเสียงร้องไห้มาก่อน หลุดเสียงสะอื้นราวกับสัตว์เล็ก
นับตั้งแต่มารดาตายไป นางก็ไม่เคยถูกใครอุ้มอย่างอ่อนโยนเช่นนี้อีกเลย
สีหน้าตู้เสวียอี้ไม่สู้ดีนัก
รอยแส้บนหลังเด็กทำให้เขาจำต้องเชื่อว่า ภาพที่เมื่อครู่เว่ยชิงเยี่ยนให้เขาเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง แม้จะเหลือเชื่อเพียงใดก็ตาม
ถ้าเช่นนั้น ภาพของแซ่ฟาง…ก็เป็นความจริงด้วย!
นางไม่ได้ผูกคอตาย แต่ถูกสาวใช้ของนางกับยายปอบจากเรือนของท่านย่าร่วมมือกันบีบคอจนสิ้นใจ
ท่านย่าหลอกเขา!
ทว่า ในสกุลเช่นพวกเขา แซ่ฟางกระทำเรื่องเช่นนั้น จะมีทางรอดใดหลงเหลือ?
ท่านย่าแต่ไหนแต่ไรก็มองว่าหน้าตาของจวนโหวสำคัญยิ่งกว่าชีวิต
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง เหลือบมองเด็กน้อยที่ซบอยู่ในอ้อมอกของฉางชิงเนี่ยน กล่าวเสียงต่ำ “หากเป็นดั่งที่เจ้าพูด เรื่องที่เกิดในจวนล้วนเกี่ยวโยงกับความแค้นของนาง
แต่ที่นางคบชู้หนีตามกันไปก่อนนั้น แม้ท่านย่าจะมีคำสั่งให้จัดการนาง ก็เป็นเรื่องที่นางสมควรได้รับโทษเอง แล้วจะมีคำว่าน้อยใจใดให้กล่าวถึง
เด็กคนนี้ก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าละเลย ต่อไปจะไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก แต่ความเมตตาสูงสุดของข้าก็จำกัดเพียงให้นางเติบใหญ่ในจวนเท่านั้น”
เขาไม่สนใจว่าฉางชิงเนี่ยนมาที่จวนนั้น เป็นเพราะวิญญาณแซ่ฟางมอบหมายมาจริง หรือเพียงยืมเรื่องผีสางมาเรียกร้องแทนแซ่ฟาง
เขาหวังให้เรื่องนี้ยุติเพียงเท่านี้
เว่ยชิงเยี่ยนฟังคำนี้แล้วก็หันไปมองตู้เสวียอี้ สีหน้าอ่อนโยนเมื่อครู่หลุดหายไปในพริบตา คิ้วดั่งเคลือบน้ำแข็ง ร่างเคลื่อนไหวแวบหนึ่ง ก็อ้อมไปอยู่ข้างหลังตู้เสวียอี้ เตะเข้าที่ข้อพับขาของเขา
ตู้เสวียอี้ไม่ได้ระวังตัว จึงคุกเข่าลงเสียงดัง พอจะกราดเกรี้ยวก็ได้ยินสตรีกล่าวว่า
“เจ้าบอกว่า หากเป็นบุตรี เจ้าจะอุ้มชูไว้กลางฝ่ามือ ให้สิ่งที่ดีที่สุดในโลก ให้ชีวิตนางมีแต่รอยยิ้มจากความสุข หยาดน้ำตาจากความน้อยใจจะไม่มีวันหล่นเด็ดขาด
เจ้าบอกว่า ต้องออกรบ ไม่อาจได้เห็นนางลืมตาดูโลก เมื่อกลับบ้าน จะต้องอยู่เป็นเพื่อนนางทุกวันเติบใหญ่ เจ้า…เจ้ากลับทำเช่นนี้หรือ?”
ในจดหมายของแซ่ฟางถึงตู้เสวียอี้ พูดถึงบุตรมากที่สุด
ตู้เสวียอี้อวดนางอยู่บ่อยๆ ยังขอชามทองคำตะเกียบทองคำจากมือของนางมา บีบบังคับให้นางเป็น ‘บิดาบุญธรรม’ ของเด็ก
หลังจากสังหารอู้อวี้ชูแล้ว นางกะว่าจะมาหาตู้เสวียอี้วันนี้ ไม่คิดว่ากลับถึงโรงเตี๊ยม ในห้องกลุ่นไปด้วยไอแค้น แท้จริงคือแซ่ฟาง
สามปีก่อนที่ฟื้นขึ้นมา ดวงตาคู่นี้ของนางก็มองเห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็นได้ และยังมีหน้าที่ใหม่ คือช่วยให้ผู้ตายไร้ความเป็นธรรมได้เปิดเผยความจริง นำทางพวกเขาให้ไปสู่การเวียนว่ายในวัฏสงสาร
แต่นางไม่เคยคิดเลยว่า เด็กน้อยที่ตู้เสวียอี้เคยเล่าว่าเหมือนขนมถ้วยฟู จะถูกทำร้ายจนเป็นเช่นนี้ และก็ไม่เคยคิดว่าตู้เสวียอี้จะโง่เขลาถึงเพียงนี้
แต่เด็กไม่ใช่บุตรของข้า
ตู้เสวียอี้ตะโกนในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไร
และแล้ว เขาก็พลันรู้สึกตัวขึ้น สะบัดหน้าเงยขึ้น สมองครึกโครม
ถ้อยคำเหล่านี้ เขาเคยกล่าวกับท่านแม่ทัพเท่านั้น
“เจ้าคือผู้ใด?”
เหตุใดจึงรู้จักภูเขาอวี้หลาน?
เหตุใดจึงรู้คำที่เขาเคยพูดกับท่านแม่ทัพ?
เหตุใดน้ำเสียงที่อบรมเขาถึงได้คล้ายกับท่านแม่ทัพนัก?
เว่ยชิงเยี่ยนเห็นว่าเขายังคิดถึงแต่ตัวตนของนาง ไม่ใช่ความอยุติธรรมของเด็กและแซ่ฟาง ก็โกรธกรุ่นขึ้นมาอีก เตะเขาไปอีกที จนเขาล้มคว่ำกับพื้น
“ข้าสอนเจ้าให้โง่เง่าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ฟังความข้างเดียว ยังไม่ทันได้พิสูจน์ก็ด่วนสรุปเสียแล้ว
หากเจ้ายอมละทิฐิลง ไตร่ตรองอย่างสงบสติ ก็จะพบว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยพิรุธ หากเคยมองดูเด็กดีๆ ก็จะรู้ว่านางกับเจ้าเมื่อครั้งเยาว์ มีหน้าตาคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
ตู้เสวียอี้ ความสงบสุขไม่กี่ปีนี้ ทำให้สมองเจ้าเอาไปให้หมากินหมดแล้วหรือ?”
ในดวงตาของเว่ยชิงเยี่ยนปรากฏแววผิดหวัง “ข้าพาเด็กไปยังเรือนเฟิงเซี่ยวก่อน จำกัดเวลาครึ่งวันให้เจ้าสืบความจริงให้แจ้งชัด แล้วค่อยมาพบข้า”
เด็กหน้าตาเหมือนเขา?
เมื่อครู่นี้เขาไม่ทันได้ดูถ้วนถี่ คิดจะดูอีกครั้ง แต่กลับเห็นหน้าเด็กซุกอยู่ในอ้อมอกของสตรี ถูกนางอุ้มออกจากเรือนไปแล้ว
คนที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก เหตุใดจึงเอ่ยชื่อเรือนเฟิงเซี่ยวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนั้น? เรือนนั้นเป็นที่ที่ท่านแม่ทัพเคยพักเมื่อครั้งเยาว์วัย คราวหนีจากท่านนายหญิงเว่ยผู้เข้มงวด
นางบอกว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยพิรุธ เขาไม่ยอมพิสูจน์ก็กลับด่วนสรุปเสียแล้ว
ความคาดหวังอันเต็มเปี่ยมถูกแทนที่ด้วยโทสะจากการทรยศของแซ่ฟาง เขาไม่ยินดีจะเอ่ยถึงอีกแล้ว จะไปสืบสวนได้อย่างไร?
บัดนี้เมื่อคิดดู คำพูดของคนใช้หญิงที่ฆ่านายของตน มันน่าเชื่อถือหรือ?
ในใจของตู้เสวียอี้ คลื่นยักษ์ซัดแล้วซัดอีก
ทั้งตกตะลึง ปริ่มยินดี โกรธกรุ่น หวาดหวั่น สารพัดอารมณ์ถาโถมเข้าใส่ เรียกได้ว่าไม่รู้จะทำสีหน้าใดดี
เขาควรสืบสวนให้ดีสักทีแล้ว
เขาลุกขึ้นจากพื้น ก็เห็นองครักษ์มารายงานว่า “โหวเหย ยายปอบนั่นรับสารภาพแล้ว บอกว่าเป็นคำสั่งของท่านผู้หนู”
ขณะเดินถึงกลางเรือน เว่ยชิงเยี่ยนหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย
จวนอันหย่วนโหวมีท่านผู้หนูตั้งแต่เมื่อใด?
ร่างน้อยในอ้อมอก เมื่อได้ยินคำขององครักษ์ ก็สั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ เว่ยชิงเยี่ยนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น สายตามองไปยังกลางอากาศ
ในที่ซึ่งคนทั่วไปมองไม่เห็น กลุ่มไอสีดำขมวดพันพัวกัน ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลืนกินทั้งจวนโหวเข้าไป ในที่สุดภายในไอสีดำนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดจางๆ
ใจของเว่ยชิงเยี่ยนจมดิ่งลง อุ้มเด็กก้าวฉับๆ มุ่งหน้าสู่เรือนเฟิงเซี่ยว