จวนสกุลซูประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา
อ๋องจิ้นช่างมีฝีมือนัก เรื่องตำแหน่งบรรดาศักดิ์ดำเนินการเสร็จสิ้นภายในไม่ถึงสามวัน เมื่อราชโองการมาถึง ท่านอาใหญ่และท่านอาสะใภ้ใหญ่ต่างตะลึงงัน
ครั้นขันทีผู้ประกาศราชโองการจากไปแล้ว ท่านอาใหญ่และท่านอาสะใภ้ใหญ่จึงได้สติราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน โผเข้ากอดกันและร่ำไห้
ท่านอาใหญ่มีอายุขนาดที่เรียกได้ว่าปีกกล้าขาแข็งเข้าไปทุกที ใจจริงล้มเลิกความหวังในตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของตระกูลเวยหย่วนโหวไปนานแล้ว นึกไม่ถึงว่ายังมีวันที่ได้กลับคืนมาอีกครา
ท่านอาใหญ่และท่านอาสะใภ้ใหญ่กอดกันร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง สองสามีภรรยาจึงลุกขึ้นยืน หันหน้ามาทางซู่เหยาและโค้งคำนับเป็นการใหญ่
ซู่เหยารีบเข้าไปประคองให้ลุกขึ้น “ไม่ได้ ๆ เช่นนี้ไม่ได้ ท่านอาใหญ่ บัดนี้ท่านเป็นโหวเหยอขั้นหนึ่งแล้ว ข้าจะรับการคารวะใหญ่หลวงจากท่านได้อย่างไร”
“ซู่เหยา พวกเรารู้ดีว่าเรื่องนี้เจ้าจัดการให้เป็นแน่ เจ้าอย่าหลบเลี่ยง การคารวะนี้เจ้าสมควรได้รับ”
ซูหมิงลี่และซูหมิงเทียนก็ทำการคารวะใหญ่อยู่ด้านข้างด้วยเช่นกัน ซู่เหยาทั้งร้องไห้ทั้งขำ
ซูเจ๋อไห่พาภรรยาและบุตรชายสองคนโค้งคำนับซู่เหยาอย่างเคร่งขรึม
“ซู่เหยา หากไม่ใช่เพราะเจ้า ครอบครัวสี่ชีวิตของพวกข้าคงยังเบียดเสียดอยู่ในเรือนสี่ประสานแคบ ๆ นั้น แล้วจะมีวันนี้ได้อย่างไร บัดนี้หมิงลี่สอบได้จอหงวน หมิงหนานรับราชการอยู่ในหมวดจินอู๋ กระทั่งหมิงเฟิงก็มีความสามารถแล้ว พวกเราทั้งครอบครัวรู้ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเจ้า”
ท่านอาสะใภ้ใหญ่สกุลหร่วนปาดน้ำตา
หลังจากประกาศราชโองการมา ท่านอาสะใภ้ใหญ่หลั่งน้ำตาไม่หยุด ทว่าดวงตากลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม