ฉู่หลิงเย่าวัยห้าขวบได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความโศกเศร้าเป็นครั้งแรก
ตรงกลางอกเหมือนถูกสว่านแหลมทิ่มแทง เจ็บแปลบเป็นระยะ ทั้งยังหายใจไม่ออก
พระสนมหรงตรัสว่า การมัวเมาในสิ่งไร้สาระจะทำให้ตกต่ำ ถูกฝ่าบาททรงรังเกียจ นางทำไปเพื่อเขาดี
พระสนมหรงยังตรัสอีกว่า แทนที่จะเล่นกับนกแก้ว สู้ทุ่มเทให้กับการเล่าเรียนจะดีกว่า เขาเรียนดีขึ้น ไท่ฟู่ชมบ่อยครั้งขึ้น ฮ่องเต้ถึงจะเสด็จมาตำหนักเหยากวงเป็นประจำ
กระดิ่งลมนี้ กลายเป็นของขวัญวันเกิดอายุหกขวบของเขา
พระสนมหรงตรัสว่า ในเมื่อเขาชอบนกแก้ว ก็ต้องชอบกระดิ่งลมนี้เช่นกัน
พระสนมหรงสั่งให้คนแขวนกระดิ่งลมไว้เหนือเตียงเขา คอยย้ำเตือนตลอดเวลา
มีอยู่ช่วงหนึ่ง เพียงได้ยินเสียงกระดิ่งลม เขาก็จะหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน
เมื่อโอรสสวรรค์อายุเจ็ดขวบ จะย้ายออกจากตำหนักพระมารดาไปอยู่ที่เรือนโอรสสวรรค์รวมกัน หลังจากฉู่หลิงเย่าย้ายออกจากตำหนักเหยากวง กระดิ่งลมนี้ก็กลับคืนสู่อ้อมอกพระสนมหรง
พระสนมหรงดีดนิ้วเบา ๆ กระดิ่งลมก็ดังขึ้นอีกครา
“กรุ๊งกริ๊ง~”
กังวานใสราวกับเสียงนกร้อง
ฉู่หลิงเย่าได้ยินเสียงกระดิ่งลม แววตาถูกปกคลุมด้วยเศษน้ำแข็ง ไม่มีอารมณ์ใด ๆ เวิ้งว้างว่างเปล่า
“อาซิว เจ้าบอกแม่ตามตรงเถิด ว่ามีหญิงสาวในดวงใจหรือไม่” พระสนมหรงเท้าคาง ริมฝีปากคลี่ยิ้มสดใสอบอุ่น
ฉู่หลิงเย่าตอบเรียบ ๆ “ไม่มี”
พระสนมหรงคลายคิ้ว รอยยิ้มที่มุมปากลึกขึ้นเรื่อย ๆ “แม่ก็รู้อยู่แล้วว่าอาซิวจะไปชอบหญิงอื่นง่าย ๆ ได้อย่างไร”
