รถม้าออกวังค่อย ๆ แล่นห่างจากถนนภายในพระราชวัง ซูซูเหยาถึงกับส่งหวังเพ่ยอวี่กลับถึงคุ้มทูติด้วยตนเอง
ภายในคุ้ม ฮูหยินหวังกับอันหรานจวิ้นจู่ต่างคอยกระวนกระวายรอข่าว ยืนเผชิญหน้าอยู่หน้าประตูคุ้มเหลียวมองเป็นตายาก เมื่อเห็นรถม้าแล่นมา ทั้งสองรีบก้าวเข้ามารับทันที
เพียงหนึ่งแวบตา ฮูหยินหวังก็มั่นใจในใจเต็มบริบูรณ์
เรื่องสำเร็จแล้ว
หวังเพ่ยอวี่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู ขบวนรถม้าบรรทุกของพระราชทานจากในวังก็ตามมาติด ๆ กันอย่างมโหฬาร
เหวินเต๋อกุ้ยมาคุมของด้วยตนเอง หีบเครื่องในสองรถม้าเต็มเปี่ยมด้วยนางแบน ปลิงทะเล ไขกบหิมะ รกปลา ฯลฯ ล้วนเป็นของโภชนาชั้นเลิศ ทีละชิ้นล้วนหายากมีค่า
เหวินเต๋อกุ้ยแบมือรับส่ายด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ประกาศพระบรมราชโองการว่า “บุตรสาวตระกูลหวังร่างกายอ่อนแอเกินไป จำต้องบำรุงรักษาให้ดี ต้องหมั่นบำรุงให้เกิดสีหน้าแดงรื่น รอวันคัดเลือกเข้าฝ่าในด้วยความสงบ”
หวังยิ่นยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มจนคิ้วและตาขยายออก
ขันทีเหวินเป็นคนโปรดผู้รุ่งเรืองที่สุดในเบื้องหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ ธรรมดาแม้ขุนนางทั้งพลเรือนและทหารพบเห็นก็ต้องโค้งคารวะ ถอยหลบและปรนเปรออย่างระมัดระวัง ครั้งนี้เขาถึงกับเสด็จมาที่บ้านส่งของพระราชทานด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเหลียวแลแลทรงใส่ใจบุตรสาวของเขาเป็นพิเศษ
หวังยิ่นรีบยื่นซองอั่งเปามูลค่ามากมาย ยิ้มแย้มอย่างสุภาพว่า “ขอบพระคุณขันทีเหวิน ให้ขันทีต้องเหนื่อยยากเดินทาง ทางโถงได้จัดชาดีเตรียมไว้แล้ว ขอเชิญขันทีเข้าไปพักสักครู่”
เหวินเต๋อกุ้ยโบกมือปฏิเสธอย่างมีมารยาทครบถ้วน “ท่านอ๋องหวังสุภาพเกินไปแล้ว หนูไฉยังต้องกลับเข้าวังถวายรายงาน ชาจึงไม่ดื่มแล้ว สักวันที่มีเวลาว่าง จะได้เชิญดื่มเหล้าร่วมกับท่านอีกครั้ง”