ทั้งสามกำลังสนทนากัน ทันใดนั้น เสียงทุ้มกังวานของบุรุษก็ดังขึ้น
“พูดเรื่องใดกัน จึงคึกคักเช่นนี้?” ฮ่องเต้วางพระหัตถ์ไพล่หลัง เสด็จย่างพระบาทเข้ามา
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
ทั้งสามลุกขึ้นยืนพร้อมกันเพื่อถวายความเคารพ
ฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์ซ้ายประคองพระสนมเลิ่งขึ้น ส่วนอีกพระหัตถ์หนึ่งวนเวียนอยู่ระหว่างเหลียงเฟยและพระสนมหรง สุดท้ายทรงประคองพระสนมหรงขึ้น
“อ้ายเฟยไม่ต้องมากพิธี”
พระสนมเลิ่งยังไม่ทันย่อกายลงก็ถูกประคองขึ้น พระสนมหรงย่อลงเพียงครึ่งหนึ่ง มีเพียงเหลียงเฟยเท่านั้นที่ย่อกายลงถวายพระพรอย่างครบถ้วน
พระสนมหรงลำพองใจแต่มิได้แสดงกิริยาใด ๆ ให้น่าเกลียด เมื่อยืนมั่นคงแล้วจึงยื่นมือไปประคองเหลียงเฟย ประหนึ่งสตรีผู้รักใคร่ดั่งพี่น้องร่วมอุทร
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง แย้มพระสรวลด้วยความพึงพอพระทัย
พระสนมเลิ่งเหลือบมองนางในประจำตำหนักตรงหน้าประตู กล่าวตำหนิว่า “ฝ่าบาทเสด็จมา เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดทูล?”
“อย่าได้ตำหนิพวกนางเลย เป็นเจิ้นเองที่มิให้ทูล”
พระเจ้ามังกรฉลองพระองค์เรียบง่าย สีพระเกศาบริเวณพระกรรณแซมด้วยสีดอกเลา ทว่ามิได้ทำให้ดูชรา รอยย่นละเอียดตรงหางพระเนตรยิ่งขับให้พระพักตร์คมเข้ม องอาจน่าเกรงขาม
เห็นได้ว่า ครั้งทรงพระเยาว์ไท่จื่อมีอุปนิสัยเยี่ยงใด
“อืม เหตุใดพระสนมหรงจึงมาด้วยเล่า? มิใช่ว่าประชวรอยู่หรือ?”
พระสนมหรงก้มพระพักตร์ด้วยอาการว่าง่าย ลำพระศอโค้งระหงแสดงถึงความเสงี่ยมเจียมตน “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ”
ทั้งสามสนทนาเรื่องสัพเพเหระ เหวินเต๋อกุ้ยก้มตัวเข้ามา “ฝ่าบาท กรมการในส่งคนมาทูลถาม ไม่ทราบว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะทรงเลือกพลิกป้ายหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ด้านหลังเหวินเต๋อกุ้ยมีขันทีน้อยผู้หนึ่งถือถาดยืนอยู่
