“ไม่มีปัญหา” คุยมาถึงตรงนี้ เซี่ยอวี๋ก็เข้าใจเช่นกัน “เจ้าหมายความว่า อันติ้งโหวกับซูหมิงจู......”
หางตากระตุกขึ้นเล็กน้อย “ซูหมิงจูบังอาจยั่วยุอันติ้งโหว นางคงไม่รู้ว่าจะตายเช่นไร อันหรานจวิ้นจู่คงถลกหนังนางทั้งเป็น”
ซู่เหยาส่ายหน้า “ไม่ใช่ซูหมิงจู”
ซูหมิงจูถูกกักบริเวณอยู่ในจวนซื่อหลาง ทุกอิริยาบถมีคนจับตามอง
คนที่ติดต่อกับอันติ้งโหวนั้น เป็นได้เพียงหว่านซื่อเท่านั้น
มารดาหนิงก็ถูกส่งมาปรนนิบัติหว่านซื่อเช่นกัน มิได้ส่งไปที่เรือนซูหมิงจู
อีกทั้ง บิดาที่แท้จริงของบุตรอนุเยว่ ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าจะเป็นอันติ้งโหว
เพราะบุรุษปกติผู้หนึ่ง ไม่อาจยืนดูสตรีที่อุ้มท้องสายเลือดตน ไปเป็นอนุของบุรุษอื่นได้เป็นแน่
เว้นแต่จำใจจนไม่มีทางเลือก
อันติ้งโหวมีเหตุผลที่จำต้องทำเช่นนั้นจริงๆ
อนุเยว่ต้องเป็นอนุของผู้อื่นก่อน จึงจะคลอดบุตรได้อย่างราบรื่น
ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าหากสืบต่อไป จะขุดพบความลับที่น่าตกตะลึงใดอีก
เซี่ยอวี๋เบิกตากว้าง “หว่านซื่อ? ฮูหยินเวยหย่วนโหน่ะหรือ?”
“อันติ้งโหวรูปงามสง่า อีกทั้งรอบรู้ในเรื่องดนตรี จะไปพันพัวกับหว่านซื่อได้อย่างไร?”
อันติ้งโหวขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงาม ต่อให้อายุมากแล้ว แต่เสน่ห์หาได้ลดน้อยลงไม่ มิเช่นนั้นอันหรานจวิ้นจู่คงไม่จับตามองแน่นหนาถึงเพียงนี้
ซู่เหยาหัวเราะ “ก็เพราะอันหรานจวิ้นจู่ควบคุมเข้มงวดเกินไป ต่อให้เห็นหมาข้างทาง อันติ้งโหวก็คงรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์อยู่บ้างกระมัง”
เซี่ยอวี๋หัวเราะลั่นอย่างสนุกสนาน “นึกไม่ถึงว่า ปากเจ้าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้”
“เอาล่ะ เรื่องจิปาถะจบแล้ว ถึงเวลาคุยเรื่องสำคัญ”
