ดวงตาของซู่เหยาสุกสกาวราวกับมีดาวตกพาดผ่าน ทอประกายแสงดาวระยิบระยับ
ฉู่หลิงเย่าเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
เพียงชั่วขณะแห่งอาการใจลอยนั่นเอง มือของเขาก็ถูกล็อกด้วยกุญแจมือ
กุญแจมือสีเงินคล้องข้อมือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งคล้องไว้ที่มือซ้ายของซู่เหยา อีกข้างหนึ่งคล้องที่มือขวาของฉู่หลิงเย่า
ซู่เหยาหรี่ตาลง น้ำเสียงสดใสดั่งเสียงระฆังใส ทำนองร่าเริง “เช่นนี้แล้ว ฝ่าบาทก็จะลงโทษข้าได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะหนี”
กุญแจมือล่ามนางไว้ ทั้งยังล็อกฝ่าบาทไว้ด้วย
นางหนีไม่พ้น ฝ่าบาทก็เช่นกัน
ฉู่หลิงเย่าจ้องมองริมฝีปากของนาง อีกคราหนึ่งก็กลืนน้ำลายลงคอ
เขาดีดนิ้วเปาะหนึ่ง ประทีปมุมห้องดวงเดียวที่ยังสว่างก็ดับวูบลง
สีแดงระเรื่อดั่งสีของเครื่องประทินโฉมที่แต้มอยู่ตรงหางตาของเขา ถูกความมืดกลืนกินจนหมดสิ้น
ซู่เหยาดึงกุญแจมือสีเงินเบาๆ ฉู่หลิงเย่าก็ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว
ทั้งสองเข้าใกล้กันมาก ใกล้จนซู่เหยาเพียงแหงนหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็สัมผัสได้รับลมหายใจของอีกฝ่าย
กลิ่นหอมของกล้วยไม้และกลิ่นหอมของไม้สนพัวพันกัน ฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ
อากาศโดยรอบก็ถูกอาบด้วยกลิ่นอายแห่งความกำกวมหวามไหวเช่นกัน
ซู่เหยาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมของสบู่ถั่วบนร่างฝ่าบาทผสมกับกลิ่นหอมของไม้สนอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ชวนให้ดื่มด่ำเมามาย
“ฝ่าบาทมาถึงแล้วก็ชำระกาย”
ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคยืนยัน
“ฝ่าบาทยังแต่งองค์ด้วย” อาภรณ์แพรสีเขียวหมึกบนร่างฉู่หลิงเย่านั้น ซู่เหยาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
คงเป็นอาภรณ์ใหม่
ฝ่าบาทมาเพื่อนัดพบนาง ชำระกายแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ใหม่ด้วย