ในงานเลี้ยงดอกไม้ครั้งนี้ อันหรานจวิ้นจู่ประมูลได้ดอกเบญจมาศกระถางหนึ่งในราคาสูง กลีบดอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ กลีบในสุดรวมตัวเป็นกระจุก ปลายกลีบเป็นสีเขียว ส่วนกลีบชั้นนอกบานแผ่ออก เป็นสีแดงอมชมพู
เมื่อมองจากระยะไกล ดุจดังดอกเบญจมาศเขียวสวมชุดกระโปรงแดง
ดอกไม้นี้มีเพียงกระถางเดียว มีคนเฝ้ารักษาโดยเฉพาะ
“จวิ้นจู่ได้ดอกไม้พันธุ์นี้มาจากที่ใดหรือ ในงานเลี้ยงดอกไม้ของตวนอ๋องครั้งก่อน ก็ยังไม่เคยเห็นของชั้นยอดเช่นนี้”
อันหรานจวิ้นจู่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ได้มาจากสหายผู้น้องคนหนึ่ง”
สหายผู้น้องในคำกล่าวของนาง ก็คือซู่เหยานั่นเอง
“นางมีร้านดอกไม้และต้นไม้อยู่พอดี ต่อไปทุกท่านต้องการดอกไม้หรือต้นไม้ ก็ไปหานางได้ตามสบาย” อันหรานจวิ้นจู่หันไปทางสาวใช้ด้านหลัง “ซู่เหยาล่ะ ไปเชิญนางมาหน่อย บอกว่ามีฮูหยินสนใจดอกไม้ของนาง”
น้ำเสียงที่อันหรานจวิ้นจู่เอ่ยถึงซู่เหยานั้น สนิทสนมยิ่งนัก
ฉู่จั๋วเย่ว์หลุบตาลง เม้มริมฝีปากแน่น
เดิมทีมารดามีเพียงนางเป็นบุตรีคนเดียว อีกไม่นานก็จะมีบุตรีอีกคนมาแบ่งปันความรักของมารดาไป
ในใจฉู่จั๋วเย่ว์รู้สึกขมขื่น แต่บนใบหน้ากลับยิ้มเอ่ยว่า “คุณหนูใหญ่ช่างมีมือวิเศษและจิตใจประณีตนัก ไม่เพียงเลี้ยงดอกไม้ได้งาม ปรุงเครื่องหอมก็ยอดเยี่ยม หอมหยาดน้ำค้างก็เป็นของตระกูลนางใช่หรือไม่”
มีฮูหยินผู้หนึ่งถามว่า “หอมหยาดน้ำค้างเป็นของตระกูลนางหรือ หอมหยาดน้ำค้างของตระกูลนางนี่หาซื้อยากนัก”
“จวิ้นจู่ช่วยถามให้พวกเราหน่อยได้หรือไม่ ว่าหอมหยาดน้ำค้างที่ข้าสั่งไว้จะทำเสร็จเมื่อใด รอมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว”
“ข้าชอบกลิ่นหนึ่งเป็นพิเศษ อยากให้นางปรุงตามสั่งมาตลอด แต่ไปถามที่ร้านหลายครั้ง ก็ไร้วี่แวว”
อันหรานจวิ้นจู่ยิ้มกล่าว “รอให้นางมาแล้ว ทุกท่านถามเองเถิด นางมีนิสัยดียิ่ง”