คืนวันอภิเษกสมรส องค์ชายมิได้ทรงหลบหนี
พระองค์ทรงประหนึ่งขุนศึกผู้กล้าหาญ ยิ่งรบก็ยิ่งแกร่งกล้า ยามเสียงศึกสงบลง ซู่เหยาก็เข้าซบอิงแอบแนบชิด กอดเขาไว้พลางหอบหายใจ
บุรุษผู้เหนื่อยล้าในตอนแรกพลันกลับเปี่ยมด้วยพละกำลังอีกครา
เพราะเงามืดที่พระสนมหรงทิ้งไว้ ฉู่หลิงเย่าจึงระแวดระวังเรื่องกามารมณ์มาโดยตลอด ต่อให้ผู้คนรอบกายแทบทุกคนจะลุ่มหลงในกามกิจก็ตาม
ทว่าเขากลับเป็นข้อยกเว้น
ทว่าเมื่ออยู่กับซู่เหยา เขากลับรู้สึกทั้งกายและใจล้วนเบิกบานยิ่ง
ม่านเมฆาทมิฬที่ปกคลุมจิตใจมาช้านาน กลับถูกไออุ่นแผ่วเบาสลายไปจนสิ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
เงามืดในวัยเยาว์ ความเก็บกด หม่นหมอง และความเปล่าเปลี่ยวเหล่านั้น สลายกลายเป็นเถ้าธุลีท่ามกลางเสียงหอบหายใจของหญิงอันเป็นที่รัก
ที่แท้การได้อยู่กับคนที่รักนั้น เป็นประสบการณ์อันอัศจรรย์ถึงเพียงนี้
“เหนื่อยหรือไม่”
“ไม่เหนื่อย”
“เช่นนั้นข้าขอเริ่มต่อนะ”
“อืม...”
ซู่เหยาก็สุขสมยิ่งนัก
ในตอนแรก แม้จะรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่นางก็ปรับตัวได้เร็วโดยพลัน ทั่วทั้งร่างประหนึ่งจมอยู่ในฟองโฟมสีชมพูมหึมา แม้แต่ปลายนิ้วเท้ายังอาบด้วยความสุขสม
เทียนมงคลรูปหงส์ส่องสว่างทั่วเรือนหอแห่งใหม่ ซู่เหยาไม่กล้ามองหน้าเขา หลับตานิ่ง ทั้งร่างร้อนผ่าวประหนึ่งไอร้อนอบอวล ดวงตาหลับลงแล้ว ทว่าปากกลับมิอาจปิดสนิท เสียงครวญครางเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ๆ ประหนึ่งแรงกระตุ้นปลุกใจองค์ชาย
ค่ำคืนนี้ เป็นหน้าที่ของชิวซวงและชิวสุ่ยในการเข้าเวรยามค่ำ
ซู่เหยาเกรงว่าถ้าส่งเสียงดังเกินไปจะลำบาก จึงให้ทั้งสองรออยู่ที่เรือนส่วนหน้า ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนใหญ่พอประมาณ ยังพอได้พักผ่อนบ้าง
ฉู่หลิงเย่าเองก็ไล่คนในลานใหญ่ไปหมดสิ้นเช่นกัน
คืนวันอภิเษกสมรส ชิวซวงและชิวสุ่ยไม่กล้าประมาท คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเรือนใหญ่อยู่ตลอดเวลา ซู่เหยากำชับไว้ก่อนแล้วว่า ให้ส่งเสียงเบาลงหน่อยเวลายกน้ำ