เจียงเหวินเยว่รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล
เฒ่าเฟิงเป็นคนขับรถม้า ปกติไปมาระหว่างในจวนกับนอกจวน เดินทางทั่วตรอกซอกซอยและพบปะผู้คนหลากหลายประเภท จึงรู้เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในด้านต่าง ๆ มากกว่าคนอื่นในจวนเซี่ย
อีกทั้งเขายังอายุมาก ประสบการณ์และความรู้ในชีวิตก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวอย่างนางจะเทียบได้
ดังนั้นเจียงเหวินเยว่จึงเล่าโดยย่อว่าตนพลัดพรากจากครอบครัว สืบทราบมาว่าคนในครอบครัวอาจอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบเมืองเจียงหนิง จึงอยากไหว้วานให้คนช่วยตามหา แล้วถามเฒ่าเฟิงว่ามีวิธีที่เหมาะสมหรือไม่
คาดไม่ถึงว่าเฒ่าเฟิงพอฟังก็หัวเราะ ริ้วรอยลึกบนใบหน้าคลายออก
เขาพูดอย่างอารมณ์ดีว่า “ที่แท้คุณหนูก็คิดจะหาสำนักคุ้มภัยเพราะเรื่องนี้เองหรือ? คุณหนูยังสาวนัก ประสบการณ์น้อยไปหน่อย เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จะไปจ้างสำนักคุ้มภัยให้เปลืองเงินเปลืองแรงทำไม แค่ไปที่ตลาดแรงงานหรือสำนักรับจ้าง ใช้เงินจ้างคนงานชั่วคราวหรือคนรับจ้างใช้แรงสักหนึ่งสองคนให้ช่วยวิ่งธุระก็พอแล้ว หากอยากประหยัดกว่านั้น ก็ไปหาคนตามท่าเรือหรือหัวสะพานที่มีคนรับจ้างทำงานกัน มีคนเต็มใจรับงานอยู่มากมาย”
ดวงตาเจียงเหวินเยว่เป็นประกาย จริงด้วย นางลืมไปได้อย่างไรว่ายังจ้างคนงานชั่วคราวหรือคนรับจ้างใช้แรงได้
เมื่อก่อนตอนบิดาของนางไปหางานในเมืองหรือตามตำบล งานที่ทำก็คือรับจ้างชั่วคราวและใช้แรง ส่วนใหญ่คนจะจ้างให้ยกขนสินค้าหรือวิ่งส่งของเป็นครั้งคราว ขอเพียงเป็นงานที่ให้ค่าแรงเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนเขาก็รับทั้งนั้น ไม่เลือกงานเลย
นางอยู่ในจวนเซี่ยนานเกินไป จนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เฒ่าเฟิงคิดว่าพวกคุณหนูยังไม่เข้าใจ จึงอธิบายต่อว่า “คนงานชั่วคราวกับคนรับจ้างใช้แรงที่ชาวบ้านจ้างกันทั่วไปแบบนี้ราคาไม่แพง คิดเงินตามงาน ทำงานได้สารพัดอย่าง หากคุณหนูแค่อยากตามหาคน เพิ่มเงินค่าวิ่งธุระให้อีกนิด คงมีคนแย่งกันรับงานแล้ว”
