อีกครั้งกับวันหยุดสุดสัปดาห์ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องครัวของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
เสิ่นชิงเฉี่ยนผูกผ้ากันเปื้อน ยืนเฝ้าเตาอย่างตั้งใจ คอยดูหม้อดินที่กำลังเคี่ยวซุปโสมด้วยความระมัดระวัง
กลิ่นหอมเข้มข้นอบอวลไปทั่วห้องครัว แต่เธอกลับไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นบนหน้าผาก
ลวนอวี่พิงกรอบประตู มองเพื่อนสนิทที่ทุ่มเทขนาดนี้ ในที่สุดก็อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
“ชิงเฉี่ยน เธอไม่ได้ตกหลุมรักเย่ลั่วเข้าจริง ๆ หรอกนะ? ถึงตอนนี้เขาจะเก่งขึ้นมาก ต่างจากเมื่อก่อนราวกับเป็นคนละคนก็เถอะ แต่อย่าลืมสิว่าเขา...ทำเรื่องนั้นไม่ได้แล้ว”
คำสุดท้าย ๆ เธอพูดเสียงเบามาก ทว่ากลับเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงอากาศให้เจ็บแปลบ
ทัพพีในมือเสิ่นชิงเฉี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ คนต่อ
เธอเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก แววตากลับกระจ่างใสและหนักแน่นอย่างยิ่ง
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่อยากอยู่ข้างเขา ทุกครั้งที่เห็นเขากินอาหารที่ฉันทำจนหมด ฉันก็รู้สึกอิ่มเอมใจแล้ว อีกอย่าง ฝีมือการแพทย์ของเขาสูงส่งขนาดนั้น ฉันเชื่อว่าเขารักษาตัวเองให้หายได้ ต่อให้...ต่อให้รักษาไม่ได้จริง ๆ แล้วจะเป็นอะไรไปล่ะ?”
เธอวางทัพพีลง หันไปสบตาลวนอวี่ตรง ๆ “ใครบอกว่าชายหญิงต้องใกล้ชิดแนบเนื้อกันถึงจะอยู่เคียงข้างกันได้? ฉันรู้แค่ว่าบาดแผลในใจของฉัน มีเพียงเขาที่ช่วยเยียวยาได้ แค่นี้ก็พอแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอไม่เปิดเผยตัวตนของเขาไปตรง ๆ แล้วคุยกันอย่างจริงใจล่ะ? ดูจากท่าทางเขาแล้ว คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเดาออกแล้วว่าเขาคือเย่ลั่ว ไม่แน่เขาอาจคิดว่าเธอตกหลุมรักลุงวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครารุงรังก็ได้!” ลวนอวี่เบ้ปากกล่าว
เสิ่นชิงเฉี่ยนส่ายหน้าเบา ๆ แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อน “ฉันกลัวว่าถ้าพูดออกไป ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็มีเหตุผลที่จะห่วงใยและดูแลเขาได้ ส่วนเรื่องหลังจากนี้...ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ”
ทั้งสองกระซิบคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจัดอาหารที่ทำเสร็จแล้วใส่กล่องเก็บความร้อน แล้วมุ่งหน้าไปยังคลินิกหวงหุนอย่างเบิกบาน
