โดมสีเงินสะท้อนแสงจ้าบาดตา จนเหลียนปั้นเสวี่ยเวียนหัวตาลาย
ยังไม่ทันมองภาพตรงหน้าให้ชัด ก็มีคนผลักเธอจากด้านหลังอย่างแรง «มัวชักช้าอะไร รีบไป!»
เธอเซถลา ท้องกระแทกราวไม้เข้าอย่างจัง จนแทบอาเจียน
พอก้มมอง เหลียนปั้นเสวี่ยก็เห็นว่าตัวเองกำลังยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้น เล็บฉีกไปครึ่งหนึ่ง หลังเท้ามีรอยฟกช้ำเขียวคล้ำเต็มไปหมด
ชุดกระโปรงประณีตที่เคยสวมใส่หายไปแล้ว สิ่งที่มาแทนคือเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเปรอะเปื้อน มีกลิ่นเหม็นเน่า
แรงผลักเมื่อครู่ดูเหมือนจะทำให้ «เธอ» โกรธจัด จึงยกมือขึ้นหมายจะตบคนที่อยู่ด้านหลัง
ทว่ามือขยับไม่ได้ โซ่ตรวนกระชากกลับไปจนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
เหลียนปั้นเสวี่ยมองมือของตัวเอง ทั้งสองข้างถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็กหยาบ ๆ ขอบโซ่ไม่ได้ลบคม จึงครูดผิวหนังจนเลือดไหลซิบ
ขยับเพียงนิดก็เจ็บปวดราวกับถูกคว้านหัวใจ
เสียงผู้คนรอบข้างอื้ออึง ราวกับกระทะน้ำมันเดือด
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาจากทุกทิศ ทั้งเยาะเย้ย ถากถาง ดูแคลน และรังเกียจ... คมกริบราวคมดาบ ราวกับจะกรีดเนื้อเธอออกทั้งเป็น
บนแท่นสูงจากพื้นสามเมตร มีใครคนหนึ่งสวมวิกผมหยิกสีขาวกับเสื้อคลุมสีแดงสด ใช้ค้อนผู้พิพากษาเคาะโต๊ะ ก่อนตะโกนเสียงดังอย่างหงุดหงิด «เงียบ!»
ชั่วขณะนั้น เหลียนปั้นเสวี่ยก็เข้าใจสถานการณ์
ที่นี่คือศาล
ส่วนเธอคือนักโทษที่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดี
ผู้พิพากษามองเธอจากที่สูง ก่อนกวักมือไปทางอีกฝั่ง
อัศวินสวมเกราะหลายคนออกแรงหอบหิ้วกรงเหล็กเข้ามา ผิวกรงสลักลวดลายโบราณซับซ้อน มีแสงสีขาวเรืองรองจาง ๆ
ทุกครั้งที่แสงสว่างวาบขึ้น สิ่งมีชีวิตในกรงก็สั่นกระตุกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูง สีหน้าอ่อนระโหยโรยแรง
รูม่านตาของเหลียนปั้นเสวี่ยสั่นไหว
เพราะสิ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็กพิเศษนั้น คือเจ้าลูกปีศาจ!
ในตอนนั้นเอง ผู้พิพากษาก็ประกาศว่า «เบิกพยาน» อัศวินชุดขาวรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาเดินมายืนข้างเหลียนปั้นเสวี่ย
ทันทีที่เห็นใบหน้าของเขา เหลียนปั้นเสวี่ยก็รู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง
