ตอนที่ 5 ชดเชย
ห้องน้ำอยู่สุดทางเดิน
ผนังหินอ่อน ก๊อกน้ำสีทอง แม้แต่สบู่ล้างมือก็เป็นแบรนด์ฝรั่งเศสราคาแพง
ในห้องน้ำทั้งห้องมีแค่พวกเธอสองคน เคอเหมียนถังยืนหน้ากระจก ล้วงลิปสติกจากกระเป๋า ค่อย ๆ ทาท่ามกลางเงาสะท้อน
เธอรู้ว่าเหอหย่าอินกำลังมอง สายตาคู่นั้นไม่เคยละไปจากเธอตั้งแต่ก้าวเข้ามา เปี่ยมด้วยการพินิจพิเคราะห์และประเมินค่าจากที่สูง
“เคอเหมียนถัง” เหอหย่าอินยืนอยู่ข้างหลังเธอครึ่งก้าว น้ำเสียงไร้ความหวานเลี่ยนเหมือนตอนอยู่ในห้องส่วนตัว “คนที่อยู่อันดับเกินสิบของบัญชีขาว การได้นั่งกินข้าวที่นี่ต้องขอบคุณหรงเช่อจริง ๆ”
มือที่กำลังทาลิปสติกของเคอเหมียนถังชะงักไป เธอค่อย ๆ หมุนลิปสติกกลับ ปิดฝา
จากนั้นเธอหันซ้ายหันขวา ตรวจดูจนแน่ใจว่าในห้องน้ำไม่มีใครอื่นที่อาจได้ยินบทสนทนาของพวกเธอ
เมื่อแน่ใจแล้ว เธอหมุนตัวพิงอ่างล้างหน้า กอดอก ยิ้มตาหยีมองเหอหย่าอิน
“ถ้างั้นฉันคงต้องกลัวตัวสั่นแล้วล่ะ” น้ำเสียงเบาหวิว แฝงความออดอ้อนจงใจ “ฉันไม่กลัวหรอกนะว่าหร่งเช่อจะเบื่อฉัน เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เขาติดฉันแค่ไหน”
รูม่านตาของเหอหย่าอินสั่นระริก สีหน้าหมดความสงบตั้งแต่แรก เธอไม่อาจจินตนาการภาพของหรงเช่อที่ติดผู้หญิงได้
หรงเช่ออยู่สถาบันเฉิงซิ่นมาสามปี ไม่เคยมีผู้หญิงอยู่ข้างกาย ต่อมามีข่าวว่าเขามีแฟน คนในแวดวงก็พากันตกตะลึงไปยกหนึ่ง เริ่มพนันกันว่าเคอเหมียนถังจะถูกบอกเลิกเมื่อไหร่
ตอนนี้พอได้ยินคำว่า “เขาติดฉันแค่ไหน” สมองของเหอหย่าอินก็ค้างไปดื้อ ๆ
นอกจากหน้าตาดีแล้ว ภูมิหลังครอบครัวของเคอเหมียนถังไม่น่ามองเลยสักนิด ครอบครัวทำธุรกิจรับออกแบบตกแต่งภายในเฉพาะบุคคล เก่งแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นโต๊ะ
“เธอโกหก” น้ำเสียงท้ายประโยคของเหอหย่าอินตึงเครียด
เคอเหมียนถังยักไหล่ “ไม่เชื่อก็ได้ ยังไงฉันก็ไม่ได้ต้องการให้เธอเชื่อ”
ว่าแล้วเธอก็เดินไปที่ประตู ตอนผ่านตัวเหอหย่าอิน ฝีเท้าหยุดลงเล็กน้อย
“เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่เธอพูดถูก ฉันน่ะโชคดีจริง ๆ”
พูดจบ เธอเอียงคอ ยิ้มแววตา มีความสุขที่ออกมาจากใจจริง ๆ แฝงอยู่
เพราะเธอยังมีเวลาอีก 150 วันนี่นา
ก่อนที่นางเอกตัวจริงจะปรากฏตัว ตำแหน่งแฟนคุณชายรัชทายาทตระกูลมหาเศรษฐีนี่ ก็เป็นของเธอจริง ๆ
เคอเหมียนถังก้าวเท้าอย่างคล่องแคล่วออกจากห้องน้ำ เงาหลังดูเอาแต่ใจและโอ้อวด
「โฮสต์ ทักษะการแสดงเป็นแฟนที่เอาแต่ใจของคุณควรค่าแก่รางวัลออสการ์เลยนะ」
“ชมเกินไปแล้ว”
「ระบบนี้ไม่ได้ชมคุณ ดูเหมือนว่าคุณจะมีความสุขกับการทำให้คนอื่นโมโหจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ」
“ก็เพราะเธอหาเรื่องฉันก่อนนี่!”
กลับมาที่ห้องส่วนตัว เคอเหมียนถังหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองขึ้นมา นิ้วมือสัมผัสตรงมุมกระเป๋าแล้วชะงัก ก้มลงดู ก็พบว่ามีรอยเปื้อนสีเข้มติดอยู่ ไม่รู้ว่าไปโดนอะไรมา
เธอพลิกกระเป๋าดูไปมา ใช้ทิชชู่เช็ดก็เช็ดไม่ออก
รอยเปื้อนซึมลึกเข้าไปในเนื้อหนังแล้ว บนพื้นผิวกระเป๋าสีอ่อนจึงดูเด่นชัดเป็นพิเศษ
รอยยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่องบนใบหน้าเธอพังทลายลงทันที
นี่คือกระเป๋าลิมิเต็ดที่เธอชอบที่สุด เพิ่งซื้อเมื่อเดือนที่แล้วเอง เพิ่งใช้ไม่ถึงสองครั้ง
ริมฝีปากเล็กเบะออกมาทันที ดวงตาแดงเรื่อ เคอเหมียนถังเป็นคนแบบนี้แหละ ของที่ชอบเปื้อนก็เสียใจ เสียใจก็อยากร้องไห้ ร้องไห้แล้วก็อายแต่ห้ามไม่อยู่
หรงเช่อสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอ เหลือบมองปราดเดียว คิ้วขยับเล็กน้อย “กระเป๋าเปื้อน”
เธอพยักหน้า ขนตากะพริบปริบ “นี่เป็นใบที่ฉันชอบที่สุดเลยนะ”
หรงเช่อได้ยินดังนั้น ก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเนิบนาบ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ สองที น้ำเสียงไม่ใส่ใจ “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ”
เคอเหมียนถังฟังไม่ออกว่าเขามีนัยอะไร ถอนหายใจเบา ๆ “จะทำยังไงได้ล่ะ ก็คงต้องให้พ่อฉันซื้อให้ใหม่อีกใบ”
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ดวงตาลึกดำข้าง ๆ ก็หรี่ลงเล็กน้อย
หรงเช่อมองเธอ แววตาหนักแน่นขึ้นหลายส่วน ราวกับกำลังมองแมวที่ไม่เชื่อฟัง
เคอเหมียนถังถูกจ้องจนใจหวิว ยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร หรงเช่อก็ลุกขึ้นยืน เอื้อมมือคว้าข้อมือเธอ ดึงเธอขึ้นจากเก้าอี้
เธอร้อง “อ๊ะ” เงยหน้าขึ้น “ท-ทำไมเหรอ”
“ซื้อกระเป๋า”
เคอเหมียนถังเบิกตากลมโต ขนตากะพริบปริบสองที “จริงเหรอ”
หรงเช่อก้มมองเธอ ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นชาแฝงความเหยียดหยันขี้เล่น “เธอมาถามอะไรโง่ ๆ แบบนี้ตอนไหนกัน”
ได้ยินคำนั้น หัวใจเคอเหมียนถังก็บีบรัด
ตัวประกอบหญิงในออริจินอลนวนิยายใช้เงินของหรงเช่อโดยไม่เคยต้องคิดเล็กคิดน้อยอะไร
เธอรีบลดขนตาลง ซ่อนความใจหวิวนั้นไว้ แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็กลับเป็นท่าทีอ่อนหวานว่านอนสอนง่าย
สองมือกอดแขนเขาไว้ เคอเหมียนถังแนบชิดอย่างนุ่มนวล คางเกยกับต้นแขนเขา เงยหน้ายิ้มหวานให้เขา “ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ”
ทั้งตัวพันเกี่ยวขึ้นมาเหมือนเถาวัลย์ รั้งดึงพาเขาออกไปที่ประตูไปพลาง ปากก็พร่ำว่า “เอาของลิมิเต็ดนะ แบบที่คนอื่นหาซื้อไม่ได้น่ะ”
หรงเช่อถูกเธอลากให้เดินออกไปข้างนอก หันศีรษะไปทางโต๊ะอาหารเพื่อบอกว่าขอตัวก่อน
โจวหรานในห้องส่วนตัวมองแผ่นหลังของทั้งสองที่เดินห่างออกไป มือวางพาดบนพนักเก้าอี้ นิ่งอยู่นาน
เขาหันไปบอกเฉินจือเหยี่ยนว่า “เคยเห็นหรงเช่อเป็นแบบนี้ไหม”
เฉินจือเหยี่ยนส่ายหน้า “ไม่เคยเห็น”
-
รถเก๋งสีดำแล่นฝ่าแสงนีออน แสงเงาของเมืองวิ่งผ่านกระจกรถเป็นเฟรม ๆ
ในรถ เคอเหมียนถังทิ้งตัวพิงแขนของหรงเช่อ แก้มแนบกับท่อนแขนล่ำมีเรี่ยวแรง
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำเป็นประกายแวววาวชุ่มชื้น “งั้นนี่คือการชดเชยของนายให้ฉันเหรอ”
หรงเช่อก้มมองเธอ หัวเราะในลำคอต่ำมาก “ชดเชยอะไร”
เคอเหมียนถังย่นหน้าสวย ปลายนิ้วแตะริมฝีปากล่างตัวเอง “วันนี้นายจูบฉันจนเจ็บเลย ยังไม่ได้ขอโทษด้วยซ้ำ”
สายตาของหรงเช่อตกลงบนริมฝีปากเธอ สีตามืดลึกขึ้นหลายส่วน “ก็เลยมาดินเนอร์ แล้วจะเอาชดเชยอะไรอีก”
คนนี้เก่งเรื่องบิดเบือนประเด็นจริง ๆ
เคอเหมียนถังฮึดหนึ่งที ตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ถือสาเขา
สิบนาทีต่อมา รถจอดในลานจอดรถใต้ดินของห้างที่แพงที่สุดบนถนนจงหนานลู่
หรงเช่อจูงมือเคอเหมียนถังเข้าไปในลิฟต์ กดปุ่มชั้นบนสุด
ชั้นบนสุดมีร้านเดียว ได้รับข่าวคราวล่วงหน้ามาแล้วว่าต้องเคลียร์พื้นที่
หรงเช่อเพิ่งปรากฏตัว ผู้จัดการร้านก็ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง โค้งเก้าสิบองศา “คุณหรงเช่อ ต้องการให้บริการอะไรคะ”
หรงเช่อมองไปที่เคอเหมียนถัง “เลือกเอง”
เคอเหมียนถังไม่เกรงใจ เดินไปที่ตู้โชว์กระเป๋า มองกระเป๋าสวย ๆ เรียงรายกัน
ไม่นานเธอก็ถูกใจสองใบ
ใบหนึ่งเป็นกระเป๋าสะพายหน้าปกขนาดกลางสีดำ รุ่นคลาสสิก เข้าได้กับทุกชุด
อีกใบเป็นกระเป๋าหนังจระเข้ลายปั้มสีแดงไวน์เข้ม สีสันพิเศษมาก ในชีวิตจริงเธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เธอถือขึ้นมือละใบ สายตามองไปมาระหว่างกระเป๋าทั้งสอง สองสามรอบ ไม่รู้ว่าควรเลือกใบไหนดี
หรงเช่อเดินมาอยู่ข้างหลังเธอแล้ว เสียงดังลงมาจากเหนือศีรษะ “ชอบก็เอาหมด”
นี่คงเป็นคำหวานที่เข้าหูที่สุดของเด็กผู้หญิงทุกคน
เคอเหมียนถังกะพริบขนตา หันไปเจอดวงตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของเขา
เงินเป็นล้าน เขาไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“จริงเหรอ”
“อืม”
“นายนี่ดีจริง ๆ” เธอส่งเสียงร้องร่าเริง ส่งกระเป๋าให้พนักงาน แล้วเขย่งเท้าขึ้น สองมือคล้องคอเขาไว้ ทั้งตัวแขวนอยู่บนตัวเขาแกว่งไปมา
ยังรู้สึกว่ายังไม่พอ จึงเปลี่ยนมาใช้หัวถูไถอกเขา แผมยาวปัดผ่านคางของเขา อาการคันไหลซึมลึกลงไปตามประสาท
หรงเช่อเอามือข้างหนึ่งโอบเอวเธอ ปลายนิ้วกดเบา ๆ ลงบนความนุ่มนวลช่วงนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ไร้แก่นสารสิ้นดี เขาคิด เหมือนได้กอดปุยเมฆอุ่น ๆ
เคอเหมียนถังคล้องอยู่สักพักก็ปล่อย หันกลับไปดูกระเป๋าต่อ ปากก็พึมพำ “ใบนี้ใส่กับเสื้อผ้าอะไรดีนะ ส่วนใบนั้นก็เข้ากับชุดที่ใส่มาวันนี้ดีเหมือนกัน”