บทที่ 1 ในที่สุดก็คิดได้เสียที
ค.ศ. 1978
นี่เป็นปีที่เจ็ดแล้วที่เวินอี้ทะลุมิติมา
และยังเป็นปีที่เจ็ดที่เธอแต่งงานกับผู้บังคับกองพันแห่งเขตทหารซื่อจิ่วเฉิง แน่นอนว่าตอนนี้ลู่เจ๋อหมิงได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการเขตทหารไปแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านหยางซู่ต่างพูดกันว่าฐานะของเธอนั้นก็แค่ดูดีแต่ภายนอก ลับหลังกลับหัวเราะเยาะว่าเธอเป็นหญิงน่าสงสารที่ถูกสามีและลูกชายทอดทิ้ง โหยหาความรักที่ไม่มีวันได้กลับคืน
ทว่าชีวิตเรียบง่ายที่ไร้พันธะ ไม่ต้องดูแลสามีและลูก อยู่เพียงลำพังอย่างสงบสุขเช่นนี้ผ่านไปได้เพียงเจ็ดปี หลังจากที่เธอลื่นล้มลงคราหนึ่ง เธอกลับมองเห็นภาพอนาคตของตน
ลูกชายของเธอ ลู่อี๋่านโจว ซึ่งถูก ลู่เจ๋อหมิง อุ้มไปตั้งแต่แรกเกิด เมื่อเติบโตขึ้นจะมีนิสัยโหดร้าย ป่าเถื่อน และบ้าคลั่ง ดั่งเทพบุตรแห่งพุทธในวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวง
และยังจะลากพ่อแท้ ๆ ของเขา หรือก็คือสามีของเธอ ลงจากอำนาจ แล้วจับขังไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้สำหรับเธอแล้ว เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญ!
แต่ไอ้ลูกชายตัวดีของเธอ เพราะไปมีเรื่องกับลูกสาวของรักแรกของลู่เจ๋อหมิง จึงหันความเกรี้ยวกราดมาลงที่เธอ ตอนที่เธออายุเพียงสี่สิบปี ก็ถูกเขาทุบตีแขนขาหักแล้วโยนทิ้งในป่าลึกให้ฝูงหมาป่าขย้ำทั้งเป็น
หลังจากมองเห็นภาพนั้น เวินอี้กอดร่างที่ยังสมบูรณ์ดีของตนเอง สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเป็นเวลาสามวันสามคืนเต็ม
ลองนึกดู ตอนนี้เธอก็อายุยี่สิบห้าแล้ว นั่นหมายความว่าอีกเพียงสิบห้าปีเธอก็จะต้องตายในท้องหมาป่าอย่างนั้นหรือ?
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจว่า เธอจะอยู่รอชะตากรรมต่อไปอีกไม่ได้เด็ดขาด
จะสู้กับไอ้พ่อลูกคู่นี้ก็สู้ไม่ได้ แต่หนีไปให้ห่างคงพอไหว!
ฉวยโอกาสที่พ่อลูกคู่นั้นกำลังหลงใหลในตัวรักแรกคนนั้น เธอตัดสินใจว่าจะออกเดินทางพรุ่งนี้ เพื่อไปที่เขตทหารซื่อจิ่วเฉิง ไปหย่ากับพ่อลูกคู่นั้น
……
เมื่อเห็นเวินอี้กำลังอัดเสื้อผ้าลงในกระเป๋าเดินทาง จางเสี่ยวจวี๋ ผู้เป็นสาวปัญญาชนอดสงสัยไม่ได้:
“นี่เธอจะออกไปข้างนอกหรือ?”
“ใช่ ไปหาลูกชาย และพ่อของลูกชายฉัน”
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เวินอี้ไม่เคยเอ่ยถึงสามีและลูกชายให้ใครฟัง
เมื่อเจ็ดปีก่อน ทั้งหมู่บ้านหยางซู่ มีใครบ้างที่ไม่รู้เรื่องของเธอ?
จางเสี่ยวจวี๋:
“……”
“ในที่สุดเธอก็คิดได้แล้วเหรอ?”
เวินอี้ลากกระเป๋ามาถึงคณะกรรมการหมู่บ้าน พอได้ยินว่าเธอจะไปเขตทหารซื่อจิ่วเฉิงเพื่อขอหย่ากับลู่เจ๋อหมิง เลขาธิการหมู่บ้านนิ่งคิดเพียงเสี้ยววินาที ก็รู้ว่าไม่สมควรไปขัดขวางความตั้งใจของลู่เจ๋อหมิง
ตอนที่เขายื่นจดหมายแนะนำให้เวินอี้ สีหน้าเขาแสดงออกถึงความรู้สึกโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด:
“สหายปัญญาชนเสี่ยวเวิน เจ็ดปีเข้าให้แล้ว ในที่สุดเธอก็คิดได้เสียที?”
“ฉันพูดตั้งนานแล้วว่าเธอกับผู้บังคับกองพันลู่น่ะไม่เหมาะสมกัน…”
เวินอี้ไม่ได้พูดอะไรมาก เก็บจดหมายแนะนำเรียบร้อยแล้วก็ลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟ
เรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน ในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครไม่รู้
ตอนนั้นกองกำลังหนึ่งจากเขตทหารซื่อจิ่วเฉิงมาฝึกซ้อมรบไม่ไกลจากหมู่บ้านพวกเขา
ทหารทุกคนในหน่วยถูกจัดให้พักกินอยู่กับครอบครัวชาวบ้าน
ตอนนั้นลู่เจ๋อหมิงเป็นผู้บังคับกองพันในหน่วย ในตอนนั้นเขากำลังอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันอย่างหวานชื่นกับเสี่ยวชิง นายแพทย์หญิงในหน่วย แม้แต่ผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านก็ได้พบหน้ากันแล้ว และกำลังหารือเรื่องวันแต่งงาน
ไม่มีใครคาดคิดว่าเวินอี้ บุตรีคนโตสองแห่งตระกูลเวิน นายทุนใหญ่จากซื่อจิ่วเฉิง ที่เพิ่งถูกส่งไปปฏิรูปในหมู่บ้าน จะลงมือวางยาลี่เจ๋อหมิงด้วยยาปลุกกำหนัดให้สัตว์ผสมพันธุ์ แล้วพลอดรักกับเขาในไร่เกาเหลียงทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นถูกจับได้คาหนังคาเขาต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านและผู้บังคับบัญชาทุกนาย
พ่อแม่ของเวินอี้ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องน่าอาย กลับเอะอะโวยวายพยายามทำให้เรื่องแดงใหญ่
แต่ตระกูลลู่ในซื่อจิ่วเฉิงก็ถือเป็นบุคคลมีหน้ามีตา พวกเขาจึงจำใจต้องฝืนทนรับความอัปยศนี้ไว้ เพื่ออนาคตของลูกชาย
ยอมให้ลู่เจ๋อหมิงแต่งงานกับบุตรีคนโตสองแห่งตระกูลเวินที่ไร้ยางอายคนนี้
เสี่ยวชิง รักแรกของลู่เจ๋อหมิง ยืนอยู่ที่ขอบไร่เกาเหลียง เห็นสภาพของทั้งคู่ที่กำลังสวมเสื้อผ้าอย่างลุกลี้ลุกลน จึงเข้าไปตบหน้าพวกเขาคนละฉาดอย่างแรง ก่อนจะหันหลังวิ่งจากไปด้วยหัวใจแหลกสลาย
ลู่เจ๋อหมิงในฐานะผู้เสียหาย จ้องเขม็งไปที่เวินอี้ ก่อนจะรีบวิ่งตามรักแรกของเขาไป
นับแต่นั้นมา เวินอี้ก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย
เพราะเรื่องนี้เป็นที่โจษจันสนั่นหวั่นไหว ตระกูลเวินจึงไม่อยากพลาดโอกาสดีเช่นนี้
พวกเขาใช้เรื่องนี้บีบคั้นพ่อแม่ของลู่เจ๋อหมิงให้ใช้เส้นสายกู้ฐานะของตระกูลตนจากการเป็นนายทุน ในที่สุดครอบครัวเวินทั้งหมดยกเว้นเวินอี้ ก็ได้กลับไปยังซื่อจิ่วเฉิง และยังได้งานดี ๆ กันถ้วนหน้า
หลังจากเกิดเรื่อง ลู่เจ๋อหมิงก็ติดตามเสี่ยวชิงไป เขากับเวินอี้ไม่เคยแม้แต่จะมีพิธีแต่งงาน แม้แต่ทะเบียนสมรสก็เป็นพ่อแม่ของลู่ที่ให้คนไปจัดการให้
หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ลู่เจ๋อหมิงไม่ยอมรับว่าตัวเองต้องมาแต่งงานกับหญิงไร้ยางอายที่ต่ำต้อยเช่นนี้ จึงข่มขู่พ่อแม่ของเวินอี้ว่า:
“ข้าช่วยถอดชื่อพวกท่านออกจากบัญชีนายทุนได้ แต่เวินอี้ต้องอยู่ในหมู่บ้านหยางซู่ไปตลอดชีวิต”
พ่อแม่ของเวินอี้ เพื่อ “ความสุขชั่วชีวิตของลูกสาว” จึงจำใจกล้ำกลืนน้ำตา “ดีใจสุดซึ้ง” ยอมรับข้อเสนอนี้
ลู่เจ๋อหมิงไม่ต้องการเห็นหน้าหญิงที่วางยาเขา ทำให้เขาต้องทรยศต่อรักแรกของตน
และเช้าวันนั้นหลังจากนอนด้วยกัน ตอนที่เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาเคียดแค้น เขาก็เพิ่งสังเกตว่า บุตรีคนโตสองนายทุนผู้นี้กลับซอมซ่อยิ่งกว่าหญิงชาวบ้านในหมู่บ้านหยางซู่เสียอีก ผิวคล้ำดำราวกับไม้เสียบเนื้อ มองแล้วน่าสะอิดสะเอียน
เขาไม่คิดเลยว่าลู่เจ๋อหมิงผู้สง่างามเช่นเขาจะต้องมามีสัมพันธ์กับหญิงเช่นนี้ในไร่เกาเหลียง
เรื่องนี้สำหรับเขาแล้วเป็นความอัปยศอดสูอย่างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เวินอี้จึงต้องตกค้างอยู่ในหมู่บ้านหยางซู่ในฐานะสาวปัญญาชน
ทว่าหนึ่งเดือนต่อมาเวินอี้กลับตั้งครรภ์
หลังจากนางอุ้มท้องครบกำหนดสิบเดือน ให้กำเนิดบุตรชายได้สามวัน แม่ของลู่ก็มาที่จุดอนามัยของหมู่บ้าน และอุ้มเด็กคนนั้นไป
ดังนั้นเวินอี้จึงกลายเป็นหญิงน่าสงสารในหมู่บ้านหยางซู่ที่โหยหาความรักและถูกสามีทอดทิ้งอีกครั้ง
ความน่าสงสารนี้ดำเนินมากว่าเจ็ดปี
แต่สำหรับเวินอี้ เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกรู้สาอะไร
เพราะตัวเธอไม่ใช่เวินอี้คนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอเป็นนักออกแบบชื่อก้องโลกจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ทะลุมิติมาในคนชื่อเดียวกัน
ร่างเดิมได้ตายไปแล้วตั้งแต่ครั้งที่ถูกลู่เจ๋อหมิงข่มขืนกระทำชำเราในไร่เกาเหลียง
และกับลู่เจ๋อหมิงนั้น ต่อให้เป็นเธอที่ทะลุมิติมาจากอนาคต หรือแม้แต่ร่างเดิมก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย
ดังนั้นเธอกับลู่เจ๋อหมิงไม่มีความรู้สึกใด ๆ ต่อกัน
ส่วนพ่อแม่ของร่างเดิม หรือก็คือพ่อแม่ของตระกูลเวิน ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ร่างเดิมนั้นตั้งแต่น้อยถูกคนใช้ทำพลัดหลง และต้องทำงานเยี่ยงทาสในฐานะลูกสะใภ้เด็กรับใช้ในภูเขาอันห่างไกลตั้งแต่เด็กจนอายุสิบแปด
เพิ่งถูกตามกลับมาเมื่ออายุสิบแปดปี
แต่ในตระกูลเวินมีบุตรบุญธรรมนามว่าเวินเหยียน ผู้เลอโฉมงามสง่าปานเทพธิดาอยู่แล้ว
พ่อแม่ของเวินอี้จำใจไม่อาจส่งเวินเหยียนกลับไปได้ จึงแจ้งกับภายนอกว่าเวินอี้เป็นบุตรีคนโตสองที่พลัดพรากไปตั้งแต่เด็ก
หลังจากกลับมาอยู่ตระกูลเวิน เวินอี้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ไม่ถึงครึ่งเดือน ตระกูลเวินก็ถูกจับกุมข้อหาเป็นนายทุน
ดังนั้นเวินอี้จึงตามตระกูลเวินถูกเนรเทศมายังหมู่บ้านหยางซู่ด้วยกัน
หลังจากที่เธอกับลู่เจ๋อหมิงพลอดรักกันกลางไร่เกาเหลียงทั้งคืน พ่อแม่ของเวินอี้รวมถึงชาวบ้านต่างยืนยันว่าเป็นเวินอี้ที่ลงมือวางยา
หลังจากที่เธอทะลุมิติมาก็ได้รู้จากความทรงจำของร่างเดิมว่า ยาปลุกกำหนัดให้สัตว์ผสมพันธุ์นั้นเป็นของที่ร่างเดิมไปซื้อมาจากร้านขายยาสัตว์จริง ๆ
เธออธิบายไม่ถูก ทั้งยังขี้เกียจอธิบาย
เจ็ดปีมานี้เธอเองก็ไม่ได้รับแต่ผลเสีย ชีวิตไม่ต้องปรนนิบัติสามี ไม่ต้องเลี้ยงดูลูก ตัวคนเดียวแต่สุขล้นพ้นประมาณ
มีลู่เจ๋อหมิงเป็นสามีแต่ในนาม ยังช่วยกันแมลงหวี่แมลงวันในหมู่บ้านออกไปได้อีกไม่รู้กี่ระลอก
หากจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ทว่าเมื่อคราวนี้เธอมองเห็นตอนจบของชีวิตตัวเอง
ชีวิตสุขล้นนี่ก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้วสิ
……
หลังจากนั่งรถไฟมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม เวินอี้จึงลากกระเป๋าเดินทางคู่ใจก้าวออกจากสถานีรถไฟซื่อจิ่วเฉิง